เวิร์กเดย์แนะองค์กรชู"ดาต้า" เสริมประสิทธิภาพบุคลากร

 เวิร์กเดย์ ผู้นำด้านโซลูชั่นคลาวด์ระดับองค์กรสำหรับการบริหารการเงินและทรัพยากรบุคคล จัดเสวนา  "Engaging Thailand's Future Workforce" ในโอกาสเปิดตัวธุรกิจในไทยอย่างเป็นทางการ มีวิทยาการผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรบุคคลเข้าร่วมสะท้อนแนวทางการปรับตัวเพื่อดึงดูดกลุ่ม "ทาเลนท์" หรือพนักงานที่มีความสามารถสูงภายใต้บริบทของ "ช่องว่างของวัย" ที่ในองค์กรมีทั้งพนักงานในกลุ่มมิลเลนเนียลส์และคนวัยใกล้เกษียณที่ต้องทำงานร่วมกัน
          เดวิด โฮป ผู้จัดการใหญ่บริษัท เวิร์กเดย์ เอเชียแปซิฟิค กล่าวว่าแนวโน้มที่ท้าทายองค์กรคือการบริหารจัดการบุคลากรที่มีทั้งมิลเลนเนียลส์และวัยเกษียณ โดยต้องทำให้ทุกกลุ่มมีแรงจูงใจและพึงพอใจทำงาน โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็น "ทาเลนท์" ซึ่งควรออกแบบแพ็คเกจตอบแทนที่แตกต่างตามความต้องการของแต่ละคน เนื่องจากการบริหารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น กว่า 70% มาจากการบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งปัจจุบันการมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยติดตามการทำงานและประเมินผลทำให้ "ระบุตัว" ผู้ที่มีศักยภาพ ผู้มีความเสี่ยง และชี้ให้เห็นว่าต้องแก้ไขอย่างไร อีกทั้งช่วยลดค่าใช้จ่ายลงจากวิธีเดิมด้วย
          "ข้อมูล เป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ที่สุด เปรียบเป็นขุมน้ำมันแห่งโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน ที่องค์กรต่างๆ หันมาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ทำให้ทุกคนเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา และนายจ้างสามารถติดตามศักยภาพและตัดสินใจทางธุรกิจได้ทันที"
          ศิริยุพา รุ่งเริงสุข รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการและประธานสายวิชาการบริหารจัดการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ กล่าวว่า ความท้าทายขององค์กรที่มีพนักงานช่วงวัยมิลเลนเนียลส์คือการสร้างแรงจูงใจให้อยู่กับองค์กรระยะยาว เพราะผลสำรวจจากทั่วโลกพบว่าคนกลุ่มนี้จะทำงานระยะยาวเพียง 2 ใน 3 และอายุงานเฉลี่ยไม่เกิน 5 ปี หรือ 70% พร้อม ลาออกอย่างรวดเร็ว ส่วนอีก 30% แม้ยังไม่ลาออกก็แสวงหางานใหม่ต่อเนื่อง
          ความท้าทายอีกขั้นคือช่องว่างของวัยที่สูงขึ้นทำให้องค์กรขาดคนที่มีทักษะ ความชำนาญ การต่ออายุพนักงานจึง เพิ่มขึ้น ต่างจาก 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเวลานั้น คนวัยเกษียณอาจไม่ได้รับการใส่ใจ ถูกมองว่าเปลี่ยนงานไม่ได้  ดังนั้นสิ่งที่องค์กรต้องหันมาสร้างแบรนด์เป็นองค์กรที่มีการบริหารบุคคลที่ดี ซึ่งต่างประเทศเริ่มทำอย่างแพร่หลาย และช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นการขยับตัวของธุรกิจไทยมากขึ้น และเริ่มครอบคลุมกลุ่มเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพซึ่งพยายามล้างภาพลักษณ์ธุรกิจครอบครัวที่พนักงานที่มีความสามารถไม่กล้าทำงาน เพราะ ห่วงว่าจะไม่ก้าวหน้า   อย่างไรก็ตามปัญหาหนึ่งที่คล้ายกันใน
          เอเชีย คือ คนรุ่นใหม่ขาด Self Learning ไม่ยอมใช้เทคโนโลยีเข้าถึงความรู้ที่ควรจะมี และยังมีปัญหาใหญ่ระดับประเทศ คือ การผลิตบุคลากรไม่สอดคล้องตลาด ทำให้เด็กจบใหม่ 16% ตกงาน จากการเรียนในหลักสูตรที่ไม่ตอบสนองวิชาชีพเฉพาะที่กำลังต้องการ เช่น ท่องเที่ยว,หรือเฮลท์แคร์
          ด้านวิไลพร ทวีลาภพันทอง หัวหน้าหุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษาบริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นสิ่งจูงใจคนวัยมิลเลนเนียลส์ เพราะ คนกลุ่มนี้ใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นปกติและคาดหวังให้ที่ทำงานมีระบบที่สะดวกและคุ้นเคยเช่นกัน ขณะเดียวกันการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ช่วยวิเคราะห์ศักยภาพบุคลากร นำไปสู่การปรับแผนนำเสนอแพ็คเกจสิทธิประโยชน์
          ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการใช้ระบบคลาวด์ในการบริหารบุคคลที่จากการสำรวจทั่วโลกพบว่า 73% นำมาใช้ตั้งแต่ การจัดหา,ว่าจ้างไปจนถึงการฝึกอบรม
          "การบริหารคนจะใช้แค่
          คอมมอนเซนส์ไม่ได้แล้วแต่ข้อมูลจะมีผลในการช่วยวิเคราะห์และบริหารจัดการอย่างมาก"
          สาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จำกัด กล่าวว่าบริษัทลงทุน 10 ล้านบาทนำระบบของเวิร์กเดย์มาใช้ รองรับความท้าทายของธุรกิจด้านสุขภาพ ที่ต่างจากองค์กรอื่นคือแม้ไม่มีอัตราการเปลี่ยนงานสูง แต่ต้องหาวิธีให้พนักงานระดับ อาวุโสมีพฤติกรรมคุ้นเคยเทคโนโลยีเหมือนกลุ่มมิลเลนเนียลส์มากขึ้น
          ทั้งนี้เวิร์กเดย์มีบริษัทระดับโลกที่เป็นลูกค้าในไทยกว่า 200 ราย เป็นผู้นำเสนอบริการด้านการบริหารจัดการทุนมนุษย์ การจัดการการเงินและแอพพลิเคชันวิเคราะห์ข้อมูลสู่ตลาดใหม่ๆ ระบบคลาวด์ 100% นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2548 โดยมีแบรนด์ ธุรกิจชั้นนำเข้าร่วมอาทิอะเมซอน ฮิตาชิ นิสสัน อะโกด้า และสามารถดึงดูดกลุ่มธุรกิจ ที่มีแนวคิด Disruption เข้ามาเปลี่ยนโฉมธุรกิจเดิมๆด้วยการใช้ดิจิทัลจำนวนมาก เช่น เน็ตฟลิกซ์และแกรบ เป็นต้น