THCOMแตกไลน์ธุรกิจดิจิตอล เดิมพัน5ปีขึ้นแท่นบิ๊กเอเชีย

ทันหุ้น - THCOM ปรับเกมรบ ชะลอลงทุนดาวเทียม เบนเข็มจับกระแสโลกยุคดิจิตอล พุ่งเป้าลงทุน AI, IoT, Bitcoin ธุรกิจ Start up คาดใช้เงินลงทุน 100-200 ล้านบาท หวังขึ้นแท่นผู้นำดิจิตอลแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย
          นายไพบูลย์ ภานุวัฒวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2561 บริษัทเตรียมปรับกลยุทธ์ในเชิงรุกการดำเนินธุรกิจแบบใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สอดคล้องต่อพฤติกรรมของคนในปัจจุบันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนประเภท AI, Internet of Things (IoT) และ Bitcoin เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมธุรกิจ Start up เพื่อเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจ คาดใช้เงินลงทุนราว 100-200 ล้านบาท
          เพิ่มไลน์ธุรกิจใหม่
          โดยในช่วงที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัว Application "LOOX TV" รวบรวมช่องรายการทีวี และรับชมรายการย้อนหลัง อีกทั้งสามารถวัดยอดการเข้าชม (Rating) ตั้งเป้าการดาวน์โหลดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนราย จากปัจจุบันทำได้กว่า 1 แสนราย และมีผู้ใช้งานประจา (Active) มากกว่า 2 หมื่นราย ทั้งนี้หากยอดดาวน์โหลดเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าในปี 2562 จะช่วยสร้างรายได้จากการให้ข้อมูลการจัดเรตติ้งรายการทีวีให้แก่ผู้ประกอบการในอนาคตเพิ่มขึ้น
          นอกจากนี้ บริษัทยังมีธุรกิจ iPSTAR Maritime ดาเนินธุรกิจการให้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรองรับการสื่อสารระหว่างเคลื่อนที่ ทั้งทางทะเล ทางบกและทางอากาศ ปัจจุบันเข้าให้บริการแก่ผู้ประกอบการเดินเรือแล้ว โดยในปี 2561 บริษัทจะเข้าไปศึกษาการให้บริการอินเทอร์เน็ตบนเครื่องบินขนส่งเพิ่ม ทั้งนี้เชื่อว่าการเพิ่มไลน์ธุรกิจใหม่ทั้ง LOOX TV และ iPSTAR Maritime จะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 20-30% ของรายได้รวม
          ลุยปรับโครงสร้างรายได้
          ทั้งนี้บริษัทวางเป้า 5 ปีข้างหน้า(2561-2565) ขึ้นเป็นธุรกิจดาวเทียมและดิจิตอลแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย พร้อมมองการปรับโครงสร้างรายได้ใหม่ ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ธุรกิจใหม่เพิ่มเป็น 50% และอีก 50% จากธุรกิจดาวเทียม เพื่อให้รายได้จากธุรกิจใหม่เข้ามาทดแทนรายได้ธุรกิจดาวเทียมที่ปรับตัวลดลง จากการแข่งขันค่อนข้างสูง และปริมาณความต้องการน้อยกว่าช่องสัญญาณที่ให้บริการทาให้หลายช่องทยอยถอดการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม 4, 5, และ 6 จากลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะดาวเทียมไทยคม 4 เป็นดาวเทียมที่มีขนาดใหญ่ เนื่องจากทางบริษัท เอ็นบีเอ็น (NBN Company Limited) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นลูกค้าหลักได้ทำการยกเลิกสัญญาไป ส่งผลให้ปัจจุบันมีอัตราการเช่าช่องสัญญาณ (Capacity) เพียง 30-40% ของช่องสัญญาณทั้งหมด
          ขณะที่ดาวเทียมไทยคม 5 บริษัทมีแผนจะยื่นเอกสารเพื่อขอขยายระยะเวลาการใช้ออกไป โดยคาดหวังอย่างต่ำ 5 ปี จากปกติดาวเทียมมีอายุการใช้งานประมาณ 15 ปี ซึ่งไทยคม 5 เป็นเพียงดาวเทียมดวงเดียวในขณะนี้ที่มีลูกค้าเช่าช่องสัญญาณเต็มอัตราเนื่องจากลูกค้าอยู่ในธุรกิจทีวีดิจิตอล
          เดินหน้าดีลพันธมิตร
          ส่วนดาวเทียมไทยคม 6 ปัจจุบันมีอัตราการเช่าช่องสัญญาณอยู่ที่ 60-70% แบ่งเป็นการเช่าช่องสัญญาณในประเทศไทย 50% และอีก 10-20% ในแอฟริกา โดยแบ่งให้เช่าสัญญาณในสัดส่วน 50:50 โดยปีนี้บริษัทพยายามเพิ่มลูกค้าในแอฟริกามากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเช่าช่องสัญญาณให้เพิ่มขึ้น ขณะที่การขอยกเลิกสัญญาการขายช่องสัญญาณ iPSTAR ครอบคลุมทั่วประเทศจีน ที่ลงทุนร่วมกับ บริษัท ซีเนอร์โทน คอมมิวนิเคชั่น คอร์ปอเรชั่น เนื่องจากมีผู้ใช้งานจริงต่ำกว่า 5% โดยอยู่ระหว่างรอให้ทางซีเนอร์โทนอนุมัติเห็นชอบ แต่จากการประเมินแล้วคาดมีแนวโน้มเห็นด้วยกับการยกเลิก แต่จากการสำรวจความต้องการในตลาดประเทศจีนพบว่าความต้องการยังขยายตัวเพิ่มต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทยังมองหาโอกาสในการลงทุนครั้งใหม่เพิ่ม ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาพันธมิตรรายใหม่ในจีนคาดว่าจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 2/2561 ซึ่งพาร์ตเนอร์รายใหม่มีแนวโน้มทำสัญญามากกว่า 1 ราย ซึ่งการรับสัญญาการเช่าของพาร์ตเนอร์รายใหม่ เชื่อว่าจะเข้ามาสนับสนุนให้บริษัทได้บันทึกการใช้ช่องสัญญาณจริงก่อนที่สัญญาสัมปทานจะหมดในปี 2564