DTACปันผล24สตางค์ พลิกล็อกโชว์กำไรโต

 “ดีแทค” พลิกล็อกหักปากกาเซียน แจ้งงบปี 60 โชว์กำไรสุทธิ 2,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.40% จากปีก่อน เหตุค่าใช้จ่ายในการบริหารลดลง 14% บอร์ดไฟเขียวปันผล 0.24 บาท/หุ้น ส่วนปี 61 ทุ่มงบลงทุน 15,000-18,000 ล้านบาท
          นายลาร์ส โอเคะ วัลเดอมาร์ นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิ จำนวน 2,114 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.40% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 2,085 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายที่สามารถทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงมีการควบคุมค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพ อีกทั้งได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุน
          โดยในปี 2560 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายอยู่ที่ 64,821 ล้านบาท ซึ่งทรงตัว 0.2% เมื่อเทียบกับปี 2559 ขณะเดียวกันบริษัทมีค่าใช้จ่ายในการบริหาร จำนวน 15,308 ล้านบาท ลดลง 14% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการใช้จ่ายการขาย และการตลาด
          ขณะที่ในปี 2560 บริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) จำนวน 30,446 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.10% จากปีก่อน เพราะค่าธรรมเนียม และส่วนแบ่งรายได้ที่ลดลง โดยในปี 2560 บริษัทมีค่าธรรมเนียม และส่วนแบ่งรายได้อยู่ที่ 8,670 ล้านบาท ลดลง 17% จากปีก่อน เพราะค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และยูเอสโอ (USO) ที่ลดลง
          อย่างไรก็ตามในปี 2560 บริษัทมีรายได้รวม จำนวน 78,275 ล้านบาท ลดลง 5.10% จากปีก่อน เนื่องจากมีรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย และรายได้จากการจำหน่ายโทรศัพท์ที่ลดลง โดยในปี 2560 บริษัทมีรายได้จากการบริการข้ามแดนอัตโนมัติอยู่ที่ 1,162 ล้านบาท ลดลง 0.5% จากปีก่อน เพราะมีการแข่งขัน และการให้บริการทางเลือกต่างๆ ขณะที่รายได้จากการจำหน่ายโทรศัพท์ จำนวน 9,374 ล้านบาท ลดลง 23% จากปีก่อน เพราะมีการปรับทางบัญชีที่เริ่มใช้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2560
          สำหรับรายได้จากการบริการเสียงในงวดปี 2560 มีจำนวน 15,539 ล้านบาท ลดลง 32% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้งานอินเทอร์เน็ตแทนบริการเสียง โดยในงวดปี 2560 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการข้อมูล จำนวน 43,581 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการให้บริการระบบ 4G
          ทั้งนี้ ณ สิ้นปี 2560 ดีแทคมีฐานลูกค้าอยู่ที่ 22.7 ล้านราย โดย 98% ลงทะเบียนอยู่ภายใต้บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือดีแทค และถือใบอนุญาตใช้คลื่น 2100 MHz จาก กสทช. จำนวนผู้ใช้บริการ 4G เพิ่มขึ้นเป็น 7.2 ล้านราย ส่วนอัตราการใช้งานอุปกรณ์โทรศัพท์ที่รองรับเทคโนโลยี 4G เพิ่มขึ้นเป็น 51% ดีแทคยังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องในการขยายโครงข่าย โดยเพิ่มจำนวนสถานีฐานภายใต้ระบบใบอนุญาตขึ้น 32% ในปี 2560 ครอบคลุม 94% ของจำนวนประชากรทั้งหมด นอกจากนี้ ดีแทคกำลังรอการอนุมัติเพื่อเปิดให้บริการไร้สายความเร็วสูงบนคลื่นความถี่ 2300 MHz ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อเพิ่มจำนวนแบนด์วิธสำหรับบริการ 4G
          นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2561 อนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 0.24 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 568,274,640 บาท ซึ่งเป็นการจ่ายจากกำไรสะสมของบริษัท ทั้งนี้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 15 ก.พ. 2561 และจ่ายปันผลในวันที่ 4 พ.ค. 2561
          ทั้งนี้ บริษัทคงนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิของบริษัท โดยจะขึ้นอยู่กับฐานะทางการเงิน และแผนการประกอบธุรกิจของบริษัทในนอนาคต โดยบริษัทมีเป้าหมายจะพิจารณาจ่ายเงินปันผลทุกครึ่งปี
          นายลาร์ส กล่าวอีกว่า ในปี 2561 บริษัทคาดรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย และอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม (ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นคู่ค้าของทีโอที) จะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปี 2560 ทั้งนี้บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และจะรักษาสถานะทางการเงินให้มีความคล่องตัวก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน นอกจากนี้บริษัทประมาณการเงินลงทุนงวดปี 2561 ไว้จำนวน 15,000-18,000 ล้านบาท
          โดยปี 2561 จะเป็นปีที่สำคัญมากสำหรับดีแทค เนื่องจากสัญญาสัมปทานคลื่นความถี่จะสิ้นสุดลง โดยบริษัทมุ่งมั่นที่จะจัดหาคลื่นความถี่เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพของโครงข่ายในการให้บริการดิจิทัลที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ซึ่งบริษัทได้มีส่วนร่วมสำคัญในการร่วมปรึกษาหารือและให้คำแนะนำแก่ กสทช. และภาครัฐในการจัดการประมูลคลื่นความถี่จากสัญญาสัมปทานที่หมดลง           ขณะเดียวกันบริษัทจะลงทุนในโครงข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริการข้อมูล และสร้างคุณค่าสูงสุดให้แก่ลูกค้า พร้อมทั้งมุ่งเดินหน้าเพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดยบริษัทตั้งเป้าในปี 2563 จะพัฒนาองค์กรให้เป็นแบรนด์ดิจิทัลอันดับ 1 ในประเทศ ด้วยการพัฒนาภาพลักษณ์องกรค์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
          ทั้งนี้ แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นและดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของไทย ทำให้ดีแทคปรับตัวเองมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ดิจิทัลที่ลูกค้าชื่นชอบภายในปี 2563 โดยดีแทคตั้งเป้าหมายในการสร้างรายได้จากช่องทางดิจิทัลถึง 35% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเลขหลักเดียว เช่นเดียวกับงานบริการลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลถึง 95% เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเท่าตัว ขณะเดียวกัน งบการตลาดจะถูกโยกไปยังช่องทางดิจิทัลถึง 65% หรือมากกว่าปัจจุบันกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับปัจจุบัน
          ขณะที่การทำการตลาดออนไลน์ผ่านนวัตกรรมดิจิทัล พัฒนาการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ตลอดจนกระตุ้นการใช้งานและบริการให้ดีขึ้น ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน ทำให้ปีที่ผ่านมาการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันดีแทคเพิ่มขึ้นเท่าตัว ในขณะที่การเพิ่มยอดขาย (upselling) จากแอปดีแทคมีสัดส่วนที่ 60%
          จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญในการพัฒนาช่องทางดิจิทัลให้ดีขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้งานในอนาคต ทำให้ดีแทคต้องเพิ่มตำแหน่งงานด้านดิจิทัลอีกกว่า 200 ตำแหน่งในปี 2563 ขณะเดียวกัน ดีแทควางแผนที่จะปรับเพิ่มและลดการลงทุนในหลายด้าน ปรับรูปแบบการจัดการในองค์กร และลดความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการการทำงาน เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัวและพนักงานมีศักยภาพในการทำงานมากขึ้น โดยดีแทคตั้งเป้าหมายการบริหารขนาดขององค์กรให้มีตำแหน่งงานประจำจำกัดจำนวนไว้ไม่เกิน 4,000 คนในปี 2563
          “ดีแทคจะมุ่งเน้นในสิ่งที่เราสามารถทำได้ดี นั้นคือการมอบการบริการด้านดิจิทัลที่ดีที่สุด ที่ตรงความต้องการของลูกค้า และการเข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วนอย่างง่ายดาย โดยที่พนักงานทุกคนจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการบริการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า” นายลาร์ส กล่าว