ให้อำนาจสอบทุกองค์กรที่มีปัญหาประเดิม"โอที"บินไทย คนร.ตั้งบอร์ดคุมโปร่งใสรสก.

 "เอสเอ็มอีแบงก์"พ้นแผนฟื้นฟู หลังผลประกอบการโต
          กรุงเทพธุรกิจ คนร.ตั้งอนุฯกำกับธรรมาภิบาล หวังสร้างความยั่งยืนองค์กร ดัน"รพี"ประธาน นายกฯให้สิทธิสอบได้ทุกบอร์ดรสก.ที่มีปัญหา ประเดิมงานแรกสอบ"โอทีการบินไทย"ทำต้นทุนบริหารสูง หลังพบตั้งเบิก 24 ชั่วโมงเดือนละ 30 วัน ไฟเขียวให้"เอสเอ็มอีแบงก์"พ้นแผนฟื้นฟู เร่งเพิ่มทุน"ไอแบงก์"1.8 หมื่นล้าน
          การเพิ่มประสิทธิภาพ และธรรมาภิบาลในการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจหลักของรัฐ เพื่อต้องการให้รัฐวิสาหกิจนั้นๆ เป็นกลไกสำคัญ ในการผลักดันเศรษฐกิจ
          ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ "ซูเปอร์บอร์ด" ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วานนี้ (19 ม.ค.) นายกฯได้เร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  พร้อมตั้งอนุกรรมการดูแลธรรมาภิบาล
          นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและพัฒนาระบบธรรมาภิบาลในรัฐวิสาหกิจเพื่อยกระดับให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีระบบธรรมาภิบาลที่ดี เพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ยั่งยืนในระยะยาว
          โดยมีอำนาจหน้าที่ในการวิเคราะห์ระบบการกำกับดูแลและระบบธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งสภาพปัญหาและอุปสรรคการกำกับดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในปัจจุบัน พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการพัฒนาระบบการกำกับดูแลและธรรมาภิบาลของรัฐวิสาหกิจให้เหมาะสม เพื่อให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาลที่ดีและมีประสิทธิผลสูงสุด
          คณะอนุกรรมการชุดนี้ นายรพีสุจริตกุล  เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นประธานอนุกรรมการ และมีกรรมการได้แก่ ผู้อำนวยการ สคร.นายประสัณห์ เชื้อพานิช ประธานกรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย นายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาลผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านบรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายยุทธ วรฉัตรธาร กรรมการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจนางสาวรัชฎา อนันตวราศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส ภาคสถาบันการเงิน ธนาคารโลกผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เป็นอนุกรรมการ และที่ปรึกษาหรือรองผู้อำนวยการสคร.เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ
          เล็งตรวจ"โอที"การบินไทย
          "นายกรัฐมนตรีได้เพิ่มบทบาทอนุกรรมการชุดนี้ ในการเข้าไปตรวจสอบการทำงานของรัฐวิสาหกิจรวม ทั้งบอร์ดรัฐวิสาหกิจที่มีการดำเนินการไม่ถูกต้องหรือมีปัญหา รวมทั้งในกรณีที่บางรัฐวิสาหกิจที่มีต้นทุนในการดำเนินการสูง เช่นบริษัทการบินไทยที่บางครั้งพบว่า การเบิกโอที24 ชั่วโมง 30 วันต่อเดือนก็ให้ไปตรวจสอบดูว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร"นายเอกนิติ กล่าวและว่า
          นายกรัฐมนตรี ยังรับทราบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจทั้ง 7 แห่งที่อยู่ในแผนฟื้นฟูของคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ
          เอสเอ็มอีแบงก์พ้นแผนฟื้นฟู
          ส่วนของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ที่ประชุมพิจารณาผลดำเนินการที่ดีขึ้นเป็นลำดับ และมีมติให้พ้นจากแผนฟื้นฟู ทั้งนี้ผลการดำเนินการของเอสเอ็มอีแบงก์ 3 ปีที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในทุกด้าน เช่น การลดสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงจาก 3.2 หมื่นล้านบาทเหลือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาทหรือระดับหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมลดลงจาก 40% ของหนี้ทั้งหมด เหลือ 16.8%และมีสัดส่วนหนี้ NPL ใหม่เพียง 0.21% มีสินทรัพย์ต่อทุนอยู่ที่ 11.7% สูงกว่าระดับมาตรฐานที่กำหนดไว้ในระดับ 8.5% และสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ในสัดส่วน 51%
          ส่วนการปล่อยสินเชื่อเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีได้ 9.4 หมื่นล้านบาท จากสินเชื่อทั้งหมด 9.8 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นสินเชื่อตามแนวทางประชารัฐได้มากถึง 4.3 หมื่นล้านบาท โดยได้รับการจัดอันดับเครดิตเรทติ้งในอันดับ AAA
          เร่งปรับโครงสร้าง"ไอแบงก์"
          สำหรับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) สามารถดำเนินการแยกหนี้ดีหนี้เสียและดำเนินการโอนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF) ในส่วนของลูกค้าที่ไม่ใช่มุสลิมไปยังบริษัท บริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จำกัดแล้ว
          ส่วนการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้กระทรวงการคลังสามารถปรับโครงสร้างทางการเงินให้ไอแบงก์ และรองรับการสรรหาพันธมิตร ทั้งนี้อยู่ระหว่างเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)พิจารณา เพื่อแก้ไขกระทรวงการคลังถือหุ้นไอแบงก์ในสัดส่วนมากกว่า 49% โดยจะเพิ่มทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินจากกองทุนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ และสามารถหาพันธมิตรให้ได้ภายในมี.ค. 2561 เพื่อหยุดการขาดทุน นอกจากนี้ คนร. ยังได้กำหนดกรอบเป้าหมายการดำเนินงานให้ไอแบงก์มีผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิในปี 2561 เพื่อให้ออกจากแผนฟื้นฟูได้เป็นแห่งที่ 2
          ผุดแผนแก้ปัญหา"ทีโอที-กสทฯ"
          ในส่วนของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรระยะ 10 ปีซึ่ง คนร. ได้สั่งการให้ บมจ. ทีโอที บมจ. กสทสร้างความชัดเจนในการนำดิจิทัลมาใช้เพื่อกำหนดทิศทางการให้บริการ รวมทั้งพิจารณาภารกิจการให้บริการโทรคมนาคมของ บมจ. ทีโอที บมจ. กสท บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (NBN) และบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (NGDC) ไม่ให้ซ้ำซ้อนกันและมีรายละเอียดของแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการให้เทียบเท่าเอกชน
          นอกจากนี้ คนร. ได้สั่งการให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำกับให้ บมจ. ทีโอที และ บมจ. กสท ดำเนินการถ่ายโอนทรัพย์สินที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบกิจการไปยังบริษัท NBN และบริษัท NGDC ให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดภายในเดือนมี.ค. 2561
          นำระบบคุมค่าใช้จ่าย"บินไทย"
          บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)คนร. สั่งการให้ บกท. เร่งนำระบบ Revenue Management System (RMS) และระบบ Network Management System (NMS) มาใช้ให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายฝ่ายช่าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้และสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการให้บริการด้วย นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมร่วมกับการบินไทยพิจารณารูปแบบในการธุรกิจให้สอดคล้องกับภาวะอุตสาหกรรมในปัจจุบัน และพิจารณาเส้นทางการบิน และแบบฝูงบินให้มีความสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งพิจารณาแผนการนำสายการบินไทยสมายล์เพื่อมาสนับสนุนการดำเนินการ
          เดินแผนตามการปฏิรูปเส้นทาง
          องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)คนร.ได้ขอให้ขสมก.พิจารณากำหนดทิศทางการให้บริการของ ขสมก.  ที่ชัดเจนสอดคล้องกับแผนปฏิรูปเส้นทางที่กรมการขนส่งทางบกได้เริ่มดำเนินการแล้ว และเชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนประเภทอื่นด้วย เช่น รถไฟฟ้า รถไฟ และทางเรือ เป็นต้น และขอให้พิจารณาเปิดเผยข้อมูลที่ได้รับ จากระบบตรวจสอบและติดตามการเดินรถ (GPS) และ/หรือระบบขนส่งมวลชนอื่นเพื่อให้เป็นข้อมูลที่บุคคลทั่วไปสามารถใช้ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น เพื่อประโยชน์ในการรับบริการของประชาชนได้
          สั่งรฟท.ดำเนินธุรกิจตามภารกิจ
          การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ได้ลงนามสัญญาการก่อสร้างทางคู่จำนวน 5 เส้นทางแล้ว  โดยคาดว่าจะก่อสร้างงานโยธาแล้วเสร็จในปี 2563 และอยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัทลูกเพื่อเดินรถและซ่อมบำรุง ในโครงการรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) และบริษัทลูกเพื่อบริหารสินทรัพย์ของ ร.ฟ.ท. ในการจัดทำแผนการขับเคลื่อนองค์กรในระยะยาว คนร. ได้สั่งการให้ ร.ฟ.ท. พิจารณากำหนดทิศทางการดำเนินการ ให้สอดคล้องกับภารกิจขององค์กรและภารกิจของกรมการขนส่งทางราง รวมทั้งโครงสร้างของธุรกิจการขนส่งระบบรางในอนาคต นำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน จัดทำฐานข้อมูลทรัพย์สิน และปรับปรุงระบบบัญชีและงบการเงินให้เป็นปัจจุบัน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของ ร.ฟ.ท. ได้อย่างยั่งยืน
          อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม คนร. ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคมไปทำงานร่วมกับรัฐวิสาหกิจ 3 แห่งที่อยู่ภายในแผนฟื้นฟู ได้แก่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ขสมก.จำกัด และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) นำเสนอรูปแบบธุรกิจ (Business Model) ที่จะทำให้ ผลประกอบการไม่ขาดทุนและสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินของรัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่งได้อย่างยั่งยืน
          โดยเสนอให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนงานการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ ซึ่งมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธานพิจารณาภายในเดือน ก.พ.นี้