ทีโอที-แคทนัดดีอีถกหาทางออก-ห่วงกระทบแผนฟื้นฟูองค์กร ตั้งบริษัทร่วมทุนเจอตอ

แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมอนาคตของ 2 รัฐวิสาหกิจด้านสื่อสารของประเทศคือ บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) และกสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ที่ยังคงลุ้นระทึกกับอนาคตขององค์กรหลังจากต้องจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อความอยู่รอดมาหลายปี แม้ล่าสุดในส่วนของทีโอทีเริ่มมีความหวังจากการที่บรรลุข้อตกลง ในสัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคมและสัญญาการให้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี บนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ (โรมมิ่ง) กับบริษัทแอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่คาดว่าจะทำให้ทีโอที มีรายได้ 3,600-3,900 ล้านบาทและยังมีแผนเซ็นสัญญาพันธมิตรธุรกิจกับดีแทค ไตรเน็ต ในการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์อีกสัญญาที่คาดจะทำรายได้ให้แก่องค์กรอีกไม่น้อยกว่า 3,600 ล้านบาท
          โดยทั้งทีโอที และแคท ต่างกำลังระส่ำกับแผนที่จะนำทรัพย์สินที่ได้รับมอบตามสัญญาสัมปทาน BTO ในอดีตไปจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับภาคเอกชน โดยในส่วนของทีโอทีนั้น นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอทีกล่าวว่า มีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับเอไอเอส โดยการนำเสาโทรคมนาคมทีโอทีจำนวน 12,000 ต้น และเอไอเอส 13,000 ต้นมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
          ขณะที่ในส่วนของแคท มีแผนนำเสาโทรคมนาคมที่มีอยู่กว่า 20,000 ต้นมาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัทโทเทิ่ล แอ๊คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรูมูฟ โดยทั้ง ทีโอที และแคทจะถือหุ้นในสัดส่วน 49% และเอกชน 51%เพื่อความคล่องตัว เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว หากรัฐวิสาหกิจยังคงถือหุ้นเกิน 51% จะต้องปฏิบัติระเบียบขั้นตอนราชการที่ล่าช้า อาจทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจได้
          อย่างไรก็ตาม ล่าสุดแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อบริหารโครงข่ายเสาและอุปกรณ์โทรคมนาคมดังกล่าวจ่อจะเผชิญปัญหาใหญ่ต้องมาสะดุดกับบทบัญญัติมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่บัญญัติไว้ว่า หน่วยงานรัฐต้องเป็นเจ้าของโครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐาน รัฐจะกระทำการใดๆให้ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า 51% ไม่ได้
          ทั้งนี้ ล่าสุดผู้บริหารทีโอทีและแคทเตรียมเข้าหารือกับ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเพื่อหารือต่อประเด็นดังกล่าวหลังจากก่อนหน้านี้ ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วซึ่งได้ให้ความเห็นว่าควรส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าตามขั้นตอนแล้ว หน่วยงานใดต้องเป็นผู้นำเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความระหว่างทีโอที และแคท หรือดีอีต้องเสนอให้ครม.พิจารณาก่อน
          ทั้งนี้ไม่เพียงแต่โครงการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของทีโอทีและแคท เท่านั้นที่กำลังเผชิญปัญหาโครงการจัดหาเอกชนเข้ามาบริหารจัดการในกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอื่นๆ อาจเจอปัญหาเดียวกันและจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งผ่าทางตันโดยอาจต้องใช้ ม.44 แก้ไขปัญหาและผ่าทางตันให้