แผน"ทีโอที-แคท"ร่วมทุนเอกชนวุ่น ม.56ทำให้คุยเรื่องสัดส่วนหุ้นไม่ลงตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แผนการฟื้นฟูฐานะของ บริษัททีโอที จำกัด(มหาชน) และ กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท ด้วยการร่วมลงทุนกับเอกชนอาจจะไม่ราบรื่น เนื่องจากติดขัดในกฎหมาย โดยในส่วนของ ทีโอที กำลังทำข้อตกลงในสัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคมและสัญญาการให้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี บนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ (โรมมิ่ง) กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ที่คาดว่าจะทำให้ทีโอทีมีรายได้ 3,600-3,900 ล้านบาทและยังมีแผนเซ็นสัญญาพันธมิตรธุรกิจกับ ดีแทค ไตรเน็ต ในการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ 2300 MHz อีกสัญญาที่คาดจะทำรายได้ให้แก่องค์กรอีกไม่น้อยกว่า 3,600 ล้านบาท
          ขณะที่ในส่วนของแคทก็มีแผนนำเสาโทรคมนาคมที่มีอยู่กว่า 20,000 ต้นมาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรูมูฟ โดยทั้ง ทีโอที และแคท จะถือหุ้นในสัดส่วน 49 %และเอกชน 51% เพื่อความคล่องตัว เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว หากรัฐวิสาหกิจยังคงถือหุ้นเกิน 51% ก็จะต้องปฏิบัติระเบียบขั้นตอนราชการที่ล่าช้า อาจทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจได้
          ทั้งนี้แผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อบริหารโครงข่ายเสาและอุปกรณ์โทรคมนาคมดังกล่าวอาจจะต้องเผชิญปัญหาใหญ่ เนื่องจากบทบัญญัติมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่บัญญัติไว้ว่า หน่วยงานรัฐต้องเป็นเจ้าของโครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐาน รัฐจะกระทำการใดๆให้ตกไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนหรือทำให้รัฐเป็นเจ้าของน้อยกว่า 51 %ไม่ได้
          แหล่งข่าวในบริษัททีโอที เปิดเผยว่าจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว ทำให้แผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนของทั้งทีโอที และแคท ที่จะดำเนินการร่วมกับเอกชนในการใช้ประโยชน์จากเสาและอุปกรณ์โทรคมนาคมเพื่อสร้างมูลค่าในทางเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลและแผนฟื้นฟูองค์กรที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือ "ซูเปอร์บอร์ด" ต้องสะดุดลงได้