DTACกางแผนปี61 ทุ่มงบกว่า100ล้าน ลงทุนในสตาร์ทอัพ

“ดีแทค” ตั้งงบปี 61 กว่า 100 ล้านบาท ลงทุนสตาร์ทอัพ 12-13 บริษัท ล่าสุด ZmyHome เว็บไซต์ซื้อขายเช่าบ้าน-คอนโดฯ จากโครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท Batch 3 ได้รับเงินลงทุน 400,000 เหรียญสหรัฐ จากกองทุนญี่ปุ่น KK Fund
          นายสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ โครงการดีแทค แอคเซอเลอเรท บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า ในปี 2561 บริษัทเตรียมเปิดรับสมัครโครงการ dtac Accelerate Batch 6 ในเดือน มี.ค.นี้ คาดว่าจะมีสตาร์ทอัพสนใจเข้ามาร่วมสมัครประมาณ 600 บริษัท โดยในปี 2561 บริษัทตั้งงบไว้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เพื่อลงทุนในสตาร์ทอัพประมาณ 12-13 บริษัท จากปัจจุบันอยู่ที่ 34 บริษัท คิดเป็นมูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท
          ล่าสุด ซีมายโฮม (ZmyHome) สตาร์ตอัพจาก ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 3 แพลตฟอร์ม ที่ทำมาเก็ตเพลสออนไลน์ เกี่ยวกับการซื้อขายและให้เช่าคอนโดมีเนียม บ้าน ได้รับเงินลงทุน KK Fund กองทุนของญี่ปุ่น ซึ่งมีฐานที่สิงคโปร์ จำนวนเงิน 400,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 13.2 ล้านบาท เพื่อใช้ในการพัฒนาและต่อยอดทางธุรกิจ
          “ด้วยระยะเวลาเพียง 2 ปี ZmyHome มีประกาศที่ขายหรือเช่าแล้วกว่า 10,000 รายการ จากทั้งหมด 30,000 รายการ ให้ผู้ที่จะขาย-เช่าที่อยู่อาศัยได้ศึกษา และจำนวนคนซื้อ คนเช่าที่เข้ามาใช้ก็เติบโตเฉลี่ย 18% ต่อเดือน จนทำให้ได้รับความไว้วางใจจาก KK Fund ซึ่งปัจจุบันเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพกว่า 20 บริษัท ส่วนใหญ่ในมาเลเซีย และในไทย 4 บริษัท
          นายณัฐพล อัศว์วิเศษศิวะกุล ผู้ก่อตั้ง ZmyHome กล่าวว่า มีผู้เข้ามาลงประกาศในลักษณะเจ้าของบ้าน คอนโดมิเนียม ในรายบุคคล รวมทั้งเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ มาใช้บริการระบบนี้ อาทิ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN, บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY และบริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA เป็นต้น โดยทุกรายสามารถขายได้จริง และมีมูลค่ารวมกันกว่า 100 ล้านบาท
          สำหรับเงินทุนที่ได้รับมาจาก KK Fund จะนำมาพัฒนาระบบแพลตฟอร์มที่มีให้ทันสมัยและตอบโจทย์มากขึ้น อาทิ การพัฒนาให้มีภาษาอังกฤษ เพื่อชาวต่างชาติที่ต้องการค้นหาที่พัก, การทำระบบ AI ให้เกิดความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และการทำระบบ API เพื่อให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถนำไปเชื่อมต่อกับระบบของบริษัทนั้นๆ ได้
          ทั้งนี้ จุดแข็งของแพลตฟอร์ม ZmyHome คือ ช่วยให้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของโครงการ หรือเจ้าของบ้านรายย่อย ขายได้เร็วขึ้น เนื่องจากปกติการขายบ้านหรือคอนโดฯ ใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี แต่สำหรับ ZmyHome สามารถขายได้ในเวลา 30 วัน เพราะระบบที่มีช่วยโปรโมททรัพย์สินที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยผู้ขายสามารถศึกษาราคาของทรัพย์สินที่ขาย-เช่าสำเร็จบนเว็บไซต์ก่อนเริ่มลงประกาศ และหลังจากที่ลงประกาศแล้วเจ้าของบ้านจะได้รับแจ้งความเคลื่อนไหวสำคัญในโครงการเดียวกันผ่านทางเฟซบุ๊คแมสเซ็นเจอร์ (FB Messenger) โดยในปีที่ผ่านมา LPN ซึ่งสามารถปิดยอดขายได้จริงผ่าน ZmyHome กว่า 100 ล้านบาท และใน      ปี 2561 ตั้งเป้าที่จะปิดยอดขายเพิ่มเป็น 300 ล้านบาท
          นายโคอิชิ ไซโตะ ผู้ก่อตั้ง KK Fund กล่าวว่า KK Fund เลือกลงทุนใน ZmyHome เพราะเห็นโอกาสของตลาดอสังหาฯในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีสภาพคล่องต่ำ ซึ่งต้องการแพลตฟอร์มที่ข้อมูลถูกต้อง เพื่อช่วยให้การซื้อขายเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้นเหมือนประเทศพัฒนาแล้วที่สามารถขายหรือซื้อสำเร็จในเวลาเพียง 1-3 เดือน ซึ่งทีมผู้ก่อตั้ง ZmyHome เข้าใจโครงสร้างของปัญหานี้เป็นอย่างดี และทุ่มเทตลอดมาที่จะทำให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย ซื้อขายสำเร็จได้ตามต้องการ
          นอกจากนี้ การลงทุนใน ZmyHome จะเป็นการสร้างพันธมิตรด้านแพลตฟอร์มอสังหาฯที่แข็งแกร่งใน ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจาก KK Fund ได้มีการลงทุนแพลตฟอร์มด้านอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศในภูมิภาคนี้  และ ZmyHome เป็นแพลตฟอร์มเดียวในไทยที่แก้ปัญหาได้ตรงจุด