มั่นใจลงทุนอีอีซีทะลุ5แสนล. สมคิดจี้ปรับระบบราชการ ดันติดท็อป20ทำธุรกิจง่าย

พระราม 6 * "อุตตม" รับลูก "สมคิด" ปรับเป้าลงทุนอีอีซี 5 ปี 5 แสนล. ด้านเลขาอีอีซีเผยจ่อเสนอ 18 นิคมฯ ยกระดับเป็นเขตส่งเสริม "สมคิด" สั่งเข้มเปลี่ยนระบบราชการเป็นดิจิทัลให้จบใน 1 ปี พร้อมเดินหน้าปลดล็อกกฎหมายดิจิทัล หวังดันไทยติดท็อป 20 ทำธุรกิจลื่นปรื๊ด
          นายอุตตม สาวนายน รัฐ มนตรีว่าการกระทรวงอุตสาห กรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะมีการทบทวนเป้าหมายเม็ดเงินลงทุนในพื้นที่อีอีซีที่เดิมกำหนดไว้ 5 ปี (ปี 2560-2564) จะมีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านบาท
          "รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ปรับเป้าเพิ่มขึ้นใหม่เพราะขณะนี้การลงทุนในอีอีซีเฉพาะปี 2560 พบว่ามีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 250,000 ล้านบาท ขณะที่เราตั้งเป้าเฉลี่ย 5 ปี จะลงทุนปีละ 100,000 ล้านบาท" นายอุตตมกล่าว
          ทั้งนี้ ในวันที่ 17 ม.ค.61 จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (ครศ.) เพื่อพิจารณาในประเด็นดังกล่าว ก่อนที่จะเสนอบอร์ดอีอีซีชุดใหญ่ในวันที่ 1 ก.พ. โดยคาดว่าเป้าหมายลงทุนที่ปรับขึ้นน่าจะเป็นไปได้ และมีโอกาสได้สูงที่จะมองไปถึง 600,000 ล้าน บาท เนื่องจากในปี 61 จะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อีอีซี ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ใน ก.พ.นี้
          ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการอีอีซี กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการบริหารวันที่ 17 ม.ค.นี้จะมีการพิจารณาอนุมัตินิคมอุตสาหกรรมรวม 18 แห่งเพื่อเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการลงทุนในอีอีซี รวมพื้นที่กว่า 26,000 ไร่ ที่จะรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต และในจำนวนดังกล่าวส่วนหนึ่งจะมีนิคมฯ ที่จะรองรับการลงทุนที่เน้นภาษาจีนโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ใน อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เป็นพื้นที่กลุ่มซีพี 3,000 ไร่
          นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ Doing Buisness ร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า ในปีนี้เพื่อให้การจัดอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (Doing Business) ที่ประกาศโดยธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ในช่วงปลายปี มีอันดับที่ดีขึ้น จากปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นกว่า 20 อันดับ จะต้องมีการเร่งปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลที่บางเรื่องยังไม่สอดรับ และไม่ได้คิดเผื่ออนาคต มีหลายเรื่องเกี่ยวกับดิจิทัลที่ทางเวิลด์แบงก์จับตาดูไทยอยู่ ซึ่งจะต้องทำให้เกิดความชัดเจนว่าจะปรับปรุงเรื่องใดบ้างภายในไตรมาส 1/2561
          นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขา ธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เปิดเผยว่า นายสมคิดและกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้เปลี่ยนระบบราชการทุกอย่างเป็นดิจิทัลให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรียังสั่งการให้จัดตั้งคณะกรรมการกฎหมายด้านดิจิทัล ร่วมกันระหว่างกระทรวง การคลังและภาคเอกชน ในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายบางเรื่องที่ยังเป็นอุปสรรค เพื่อให้ตรงความต้องการของทางเวิลด์แบงก์ โดยปีนี้มีเป้าหมายที่จะขยับอันดับการทำธุรกิจคล่องให้ติด 20 ประเทศ จากทั้งหมด 190 ประเทศ โดยปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับที่ 24.