สัญญาความร่วมมือ "คลื่น 2100" ชุบชีวิตทีโอที-เอไอเอสลอยตัวเหนือประมูล

กรุงเทพธุรกิจ   สิ้นสุดการรอคอยเสียที หลังจากที่ลุ้นมานานกว่า 3 ปี ระหว่างบมจ.ทีโอที กับบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในการร่วมกันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (สตราทิจิกส์ พาร์ทเนอร์) ในสัญญาเช่าใช้อุปกรณ์ และบริการสื่อสัญญาณข้ามโครงข่ายเคลื่อนที่ (โรมมิ่ง) บนย่านความถี่คลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวนี้ ถือเป็นบิสซิเนสโมเดลแบบวิน-วินอย่างแท้จริง
          การเป็นพันธมิตรกับเอไอเอสจะส่งผลให้ทีโอทีก้าวพ้นวิกฤติด้านสถานะทางการเงินที่ขาดทุนสุทธิมาแล้ว 3 ปี เฉลี่ยปีละเกือบ5,000 ล้านบาท หลังจากที่สิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับเอกชนไป ส่วนเอไอเอสเองก็ต้องการคลื่นความถี่จากทีโอทีในย่านดังกล่าวมาพัฒนาและให้บริการแก่ลูกค้าของตัวเองกว่า 40 ล้านราย และอาจไม่ต้องไปแข่งราคาประมูลเพื่อให้ได้คลื่นรอบใหม่ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะเปิดประมูลในช่วงกลางปีนี้
          เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา นายมนต์ชัยหนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ได้ร่วมลงนามในสัญญาพันธมิตรธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ กับบริษัท แอดวานซ์ ไวเลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น)และบริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบรนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอสบีเอ็น) ในเครือเอไอเอส
          ทั้งนี้ ในการลงนามจะมี 2 สัญญา คือ สัญญาเช่าเครื่องและอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคม และสัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ (โรมมิ่ง) อายุสัญญา 10 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2558-2568 โดยบริษัทจะรับรู้รายได้จากส่วนนี้ 3,900 ล้านบาทต่อปี ตลอดอายุสัญญา
          กลุ่มเอไอเอสจะเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมดตามมาตรฐานที่ทีโอทีกำหนด จำนวนความจุโครงข่ายจะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อัตรา 20% ทีโอทีดำเนินการทำตลาดเองซึ่งนำไปพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการลูกค้ารวมถึงการนำไปให้บริการแก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โครงข่ายเสมือน (เอ็มวีเอ็นโอ)โดยปัจจุบันมีอยู่แล้ว 3 ราย และ 80% เป็นของกลุ่มเอไอเอสใช้บริการโรมมิ่งสัญญาณภายในประเทศ
          ส่วนสัญญาการเช่าใช้เสาสัญญาณนั้น ยังคงต้องหารือในเรื่องของรายละเอียดและรูปแบบของการทำสัญญา โดยจะพยายามสรุปให้แล้วเสร็จและลงนามในสัญญาให้ได้ภายในสิ้นปี 2561
          "ทีโอทีตั้งเป้าลูกค้าโมบายไว้ที่ 2 ล้านราย ภายใน 2-3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 100,000 ราย บริษัทรอการลงนามในสัญญาคลื่นนี้มานานมาก ร่วม 2 ปี ที่ผ่านมาทำได้เพียงสัญญาทดสอบซึ่งมีความไม่แน่นอน การได้ลงนามครั้งนี้จึงยืนยันความมั่นคงในรายรับของบริษัท และเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกฟื้นองค์กรให้เข้มแข็ง" นายมนต์ชัย กล่าว
          ด้านายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวรหัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า นับเป็นการทำงาน
          ที่บรรลุเป้าหมายร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แน่นอนผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ผู้ใช้บริการ มั่นใจได้ว่าหลังจากนี้ไปความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ลูกค้าได้รับจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือ 100% เพราะขณะนี้มีสถานีฐานรองรับการใช้บริการอยู่แล้วกว่า 20,000 สถานี
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สัญญาระหว่างทีโอทีและเอไอเอสก็สามารถลงนามอย่างเป็นทางการไปได้แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือทีโอทีต้องลุ้นมาการเป็นพันธมิตรกับดีแทคในย่านความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ว่า จะได้ลงนามอย่างเป็นทางการเมื่อใด เพราะยังเหลือขั้นตอนด้านกฎหมาย ในการตรวจร่างสัญญาของอัยการสูงสุด ซึ่งเดิมสัญญาระหว่างทีโอทีและดีแทคก็หมายมั่นว่าจะต้องลงนามได้ภายในไตรมาส 4/2560 แต่สุดท้ายก็ล่าช้าออกไป
          คงจะเหลือแต่ดีแทคที่ต้องลุ้นอย่างหนัก เพราะหากสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับกสทฯ ในเดือนก.ย.นี้ ดีแทคจะเหลือความถี่ให้บริการลูกค้าเพียง 15 เมกะเฮิรตซ์เท่านั้น และการประมูลคลื่นความถี่รอบหน้าจากกสทช.ก็ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า ดีแทคจะยอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อเป็นผู้ชนะการประมูลครั้งที่จะมาถึงหรือไม่
          ทีโอทีตั้งเป้าลูกค้าโมบายไว้ที่ 2 ล้านรายภายใน 2-3 ปี
          มนต์ชัย หนูสง