"5จี"หนุนอุตฯโทรคม มุ่ง"ไอโอที-บิ๊กดาต้า"

กรุงเทพธุรกิจ อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย หลังเกิดการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานไปสู่ การให้อนุญาต(ไลเซ่นส์) จากการประมูลของสำนักงาน คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของคนไทยเพิ่มสูงมากกว่า 80%
          ปัจจุบันในตลาดมีสมาร์ทโฟนที่รองรับ 4จี กว่า 50 ล้านเครื่อง ตัวเลขล่าสุดของสำนักงาน กสทช.  ระบุว่า ปี 2560 ไทยมีจำนวนเลขหมายที่ใช้งานมากกว่า 132 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็น 3จีและ 4จี กว่า 120 ล้านเลขหมาย และอีกกว่า 5 ล้านเลขหมายมีการใช้งาน ในระบบ 2จี ส่วนที่เหลืออื่นๆ เป็นการใช้ เลขหมายสำหรับอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) แต่ในระยะ 1-3 ปีต่อจากนี้คาดการณ์ว่าอัตราการใช้เลขหมายที่เกี่ยวข้องกับไอโอที จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
          "5จี"จุดเปลี่ยนบริโภคสื่อ
          พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการกสทช. กล่าวว่า เทคโนโลยี 5จีจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาในปี 2561 นี้ และไทยเองก็ต้องการคลื่นความถี่อีกจำนวนมากเพื่อรองรับการใช้งานของผู้บริโภคในประเทศ และเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมบันเทิง สื่อ และการตลาดอย่างสิ้นเชิง อย่างที่จะไม่หลงเหลือสื่อรูปแบบ เดิมๆ อีกเลย โดยการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เหมือนกับเทคโนโลยี 4จี ที่ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรูปแบบ การบริโภคสื่อ สามารถสตรีมมิ่งคอนเทนท์ ต่างๆ เช่น เพลงและวีดิโอที่มีคุณภาพ บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว
          ปี 2560 เทคโนโลยี "5จี"ยังอยู่ในช่วงทดสอบ แต่อีก 2-3 ปี ข้างหน้าจะเริ่มให้บริการ โดยอาจมีการใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีเดิม อย่างเช่น 4จี และจะมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยหลังจากปี 2563 เป็นต้นไป เทคโนโลยี 5จีจะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น
          ทั้งนี้ 5จี จะส่งผลกระทบต่อการบริโภคสื่อ และการตลาด เนื่องจากความเร็วในการดาวน์โหลดจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 เท่า เมื่อเทียบกับ 4จี และสำหรับมาตรฐาน 5จีที่แท้จริงอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 100 เท่า ดังนั้นหากเป็นการดาวน์โหลดภาพยนตร์เอชดี บนเครือข่าย 4จีจะใช้เวลาในการดาวน์โหลด 6 นาที แต่ 5จี อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ในยุคที่ผู้ใช้สามารถสร้างเนื้อหา, รูป และวีดิโอ แล้วมีความเร็วในการอัปโหลดที่ดีขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียมากขึ้นด้วย
          ยุค"ไอโอที-บิ๊กดาต้า"
          นอกจากนี้ อุตสาหกรรมโทรคมนาคมและสื่อในปี 2561 จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่การสร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ ด้วยการขับเคลื่อนบนแพลฟอร์มของอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) บิ๊กดาต้า และปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างข้อมูลอย่างก้าวกระโดด อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยผลสำรวจของการ์ทเนอร์ ได้คาดการณ์ไว้ว่าในปี 2561 จะมีอุปกรณ์ ไอโอที เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตถึง 8,400 ล้านชิ้น และจากการคาดการณ์ของจีเอสเอ็มเอ เปิดเผยว่า ในปีนี้เช่นเดียวกันนั้น จะมีจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งโลกกว่า 5,300 ล้านเครื่อง หรือคิดเป็นประมาณ 70% ของประชากรโลก และด้วยการเชื่อมต่อ อย่างหนาแน่นและมีการหลอมรวมของเทคโนโลยี จะทำให้เกิดการพลิกผัน และการดิสรัปชั่น ในธุรกิจต่างๆ มากมาย
          ซึ่งการเชื่อมต่อไอโอทีดังกล่าวจะทำให้เกิดบริการแจ้งสถานะสถานีที่ การตรวจจับเซนเซอร์ และการวิเคราะห์ข้อมูล (ดาต้า อะนาไลติกส์) และยังมีการเชื่อมต่อผ่านอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการใช้งานแอพพลิเคชั่นที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ด้านการถ่ายทอดสดจากบุคคลทั่วไป, การผลิต สื่อรูปแบบใหม่ด้วยการบรอดคาสติ้ง บนโซเชียลมีเดีย, การขนส่ง, การรักษาความปลอดภัย และอื่นๆ อีกมากมาย
          นอกจากนี้ การสร้างข้อมูลอย่างก้าวกระโดดดังกล่าวเป็นตัวผลักดันทำให้มีการเร่งนำเอาเทคโนโลยี 5จีออกสู่ตลาดเร็วขึ้นกว่าที่วางแผนไว้ เนื่องจาก 5จีจะเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไอโอที และ โรบอติกส์ และเมื่อการรับส่งข้อมูลรวดเร็วขึ้นจนเกิดบิ๊กดาต้า ซึ่งจะเป็นการทำให้ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ข้อมูล (ดาต้า อะนาไลติกส์) เฟื่องฟูขึ้นบนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 4จีและ5จี และบนไอโอทีแพลตฟอร์ม
          จับตาประมูลคลื่นรอบใหม่
          ประเด็นที่น่าจับตามองในช่วงกลางปีนี้ คือการจัดประมูลคลื่น 4จีทั้ง 2 ย่านความถี่คือ 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าราคาสุดท้ายของผู้ที่ชนะการประมูลจะสูงเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง และถือเป็นการเดิมพันครั้งสุดท้ายของบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ว่าจะได้คลื่นความถี่ไปหรือไม่ เนื่องจาก คลื่นที่นำ เอามาประมูลดังกล่าวคือคลื่นที่ดีแทค ถือครอง สัญญาสัมปทานอยู่กับบมจ.กสท โทรคมนาคม และจะสิ้นสุดลงในเดือนก.ย.นี้ ดังนั้น หาก ดีแทค "ไม่ใช่" ผู้ชนะประมูลในครั้งนี้ จะทำให้ดีแทคมีคลื่นความถี่ให้บริการอยู่เพียง 15 เมกะเฮิรตซ์ในย่านความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งอีกทั้ง 2 รายที่ ถือครองคลื่นมากกว่า 50 เมกะเฮริตซ์
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. ระบุว่า ตามแผนคาดว่าน่าจะประกาศหลักเกณฑ์ การประมูลได้ในเดือน ม.ค. 2561 และน่าจะเปิดให้มีการประมูลได้ในเดือน พ.ค. 2561 ซึ่งคาดว่าจะออกใบอนุญาตได้ในเดือน มิ.ย.2561 โดยสาระสำคัญของร่างประกาศ ดังกล่าว ได้แก่คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ กำหนดให้มีการประมูล 1 ใบอนุญาต ขนาด คลื่นความถี่ 5 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้นประมูลอยู่ที่ 37,988 ล้านบาท ซึ่งนำราคาสุดท้ายของการประมูลคลื่น 900 ในปี 2558 มาคำนวณเป็นพื้นฐานที่เป็นอัตราส่วนเดียวกัน
          ส่วนของการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ หลักเกณฑ์กำหนดให้มีการประมูลคลื่นความถี่จำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ โดยแบ่งเป็น 3  ใบอนุญาต ขนาดคลื่นความถี่ชุดละ 15 เมกะเฮิรตซ์  โดยราคาขั้นต่ำของการประมูลครั้งนี้อยู่ที่ 37,457 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่กำหนดราคาสุดท้ายของการประมูลคลื่น 1800 ในปี 2558 มาคำนวณเป็น พื้นฐานที่เป็นอัตราส่วนเดียวกันเช่นเดียวกัน
          ตลาดโทรคมฯไร้สายปี61 โต 5.9%
          ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินตลาดโทรคมนาคมแบบไร้สาย ในปี 2561 คาดว่า ผู้บริโภคไทยจะใช้โมบายอินเทอร์เน็ตสูงถึง 6.3 กิกะไบต์ต่อคนต่อเดือน ขยายตัว 19.5% จากปี 2560 สำหรับตลาดให้บริการสื่อสารข้อมูล มีมูลค่า 1.8-1.9 แสนล้านบาท เติบโต 14.7-17.1% ชะลอตัวจากปี 2560 ที่คาดว่าจะขยายตัว 21.8%
          ขณะที่ตลาดด้านการให้บริการเสียงหดตัวต่อเนื่อง คาดปี 2561 มีมูลค่า 6.7-6.9 หมื่นล้านบาท หดตัว 13.3-15.6 จากปี 2560 นับว่าน้อยลงเทียบปี 2560 ที่คาดว่าจะหดตัว 16.1% เพราะมีกลุ่มผู้ใช้บริการแบบเติมเงิน ย้ายมาใช้บริการแบบรายเดือนเพิ่มขึ้น
          ส่งผลตลาดโทรคมนาคมแบบไร้สายโดยรวมของไทยขยายตัวแบบชะลอลง คาดปี 2561 มีมูลค่า 2.53-2.59 แสนล้านบาท ขยายตัว 4.7-7.1% หรือมีค่ากลางที่ 5.9%