"ทีโอที"ได้ฤกษ์ผนึกเอไอเอส ลงนาม2สัญญาลุยบริการมือถือ

 เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2561 บมจ.ทีโอที ได้ร่วมลงนามในสัญญาพันธมิตรธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่คลื่นความถี่ 2100 MHz จำนวน 15 MHz กับ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) และบริษัท ซุปเปอร์ บรอดแบรนด์ เน็ทเวอร์ค จำกัด (SBN) ในเครือบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(เอไอเอส)
          นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ทีโอที กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามใน 2 สัญญา คือ สัญญาเช่าเครื่องอุปกรณ์เพื่อให้บริการโทรคมนาคม และสัญญาการใช้บริการข้ามโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ (Roaming) อายุสัญญา 10 ปี ตั้งแต่พ.ศ.2558-2568 โดยบริษัทจะรับรู้รายได้จากส่วนนี้ 3,900 ล้านบาทต่อปี ตลอดอายุสัญญา
          ทั้งนี้ กลุ่มเอไอเอสจะเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมดตามมาตรฐานที่ทีโอทีกำหนด โดยจำนวนความจุโครงข่าย จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อัตรา 20% ทีโอที ดำเนินการทำตลาดเอง ซึ่งนำไปพัฒนาเพิ่ม ประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการ ลูกค้ารวมถึงการนำไปให้บริการแก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โครงข่ายเสมือน (MVNO) โดยปัจจุบันมีอยู่แล้ว 3 ราย และ 80% เป็นของกลุ่มเอไอเอสใช้บริการโรมมิ่งสัญญาณภายในประเทศ
          ส่วนสัญญาการเช่าใช้เสาสัญญาณนั้น ยังคงต้องหารือในเรื่องของรายละเอียดและรูปแบบ ของการทำสัญญา ซึ่งมีหลายวิธี อาทิ จะทำรูปแบบเดียวกับที่บมจ.กสท โทรคมนาคมทำร่วมกับบมจ.โทเทิ่ล แอ็คแซส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค (DTAC) ก็สามารถทำได้ซึ่งการถือหุ้นก็คงอยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 51% และ 49% อย่างไรก็ตามจะพยายามสรุปให้แล้วเสร็จและลงนามในสัญญาให้ได้ภายในสิ้นปี 2561 นี้
          "โดยตั้งเป้าลูกค้าโมบายไว้ที่ 2 ล้านราย ภายใน 2-3 ปีนี้ จากปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 100,000 ราย บริษัทรอการลงนามในสัญญาคลื่นนี้มานานมาก ร่วม 2 ปี ที่ผ่านมาทำได้เพียง สัญญาทดสอบซึ่งมีความไม่แน่นอน การได้ลงนาม ครั้งนี้จึงยืนยันความมั่นคงในรายรับของบริษัท และเป็นโอกาสสำคัญในการพลิกฟื้นองค์กรให้เข้มแข็ง" นายมนต์ชัย กล่าว
          ด้านนายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้า คณะผู้บริหาร ด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า นับเป็นการทำงานที่บรรลุเป้าหมายร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แน่นอนผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ ผู้ใช้บริการ เพราะสามารถใช้บริการทั้งจากทีโอทีและเอไอเอสได้ครอบคลุมและเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งมั่นใจได้ว่าหลังจากนี้ไปความเร็วอินเตอร์เนตที่ลูกค้าได้รับจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรือ 100% แน่นอน เพราะขณะนี้มีสถานีฐานรองรับการใช้บริการอยู่แล้ว กว่า 20,000 สถานี