5 เทรนด์ไอทีสู่สมาร์ทไทยแลนด์

รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย
          เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2561 มีด้วยกัน 5 เทรนด์ ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจของไทยและมีผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภค
          เริ่มต้นที่เทรนด์แรก ไทยกำลังเข้าสู่สังคมที่ไร้เงินสดในปี 2561 หรือจากการใช้เงินสดมาสู่การใช้เงินรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แทน ปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู มันนี่ เปิดเผยว่า แนวโน้มอีก 3 ปีข้างหน้า พฤติกรรมของคนไทยจะเปลี่ยนจากการใช้เงินสดไปสู่การใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มจาก 15% เป็น 30-40% ส่งผลให้ธุรกิจอี-วอลเล็ต หรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์จะเริ่มขยายตัวมากขึ้น
          ทั้งนี้ จะเกิดการแข่งขันผู้ให้บริการทั้ง นันแบงก์และแบงก์ ทั้งอี-วอลเล็ต คิวอาร์โค้ด พร้อมเพย์ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะการมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่ต่างกับการแข่งขันบัตรเครดิต ที่มีทั้งสะสมแต้มแลกส่วนลดต่างๆ รวมทั้งขยายเครือข่ายร้านค้าให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อดึงดูดใจให้ลูกค้ามาลงทะเบียน อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ต้องจับตา คือช่องทางการชำระเงินจะเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งในส่วนของ ค้าปลีกและทุกช่องทางในการชำระเงิน
          ขณะที่ความเคลื่อนไหวในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก เป็น 1 ใน 7 ธุรกิจที่ธนาคารต้องสร้างระบบนิเวศสังคมไร้เงินสด โดย เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เริ่มนำเครื่อง Smart Self Check out ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการชำระค่าสินค้าแบบไร้เงินสด รวมทั้งมีรับชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด (นอกเหนือจากบัตรเครดิตและบัตรเดบิต) ที่ จุดเคาน์เตอร์แคชเชียร์ของกูร์เมต์ทุกสาขา หรือกระทั่งเวนดิ้ง แมชีน ของบุญเติม ที่เป็นเครื่องกดเครื่องดื่มผ่านแอพพลิเคชั่นจะถูกขับเคลื่อนเพิ่มขึ้นในปีนี้  เป็นการเตรียมพร้อมรองรับกับพฤติกรรมของเจเนอเรชั่น วาย หรือกลุ่มมิลเลนเนียลที่มีไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอย่างชัดเจน
          สำหรับเทรนด์ที่ 2 ไอโอที หรือ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things : IoT) ปี 2561 จะเริ่มเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น จาริตร์ สิทธุ หัวหน้าฝ่ายบริหารจัดการ ไอดีซี ประเทศไทย กล่าวว่า การเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างกับอินเทอร์เน็ตจะเริ่มอยู่ในรูปแบบสมาร์ทโฮม หรือบ้านอัจฉริยะ โดยจะเห็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาบ้านในรูปแบบดังกล่าวเพิ่มขึ้น รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการ เครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มขยายจากทีวี เครื่องปรับอากาศไปสู่การพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก
          นอกจากนี้ ไอโอทีที่จะเห็นเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน คือ สมาร์ทบิวดิ้งหรืออาคารอัจฉริยะซึ่งจะอยู่ในโครงสร้างระบบที่จอดรถ ระบบไฟฟ้า ขณะที่โรงงานของไทยจะเริ่มทรานส์ฟอร์มก้าวสู่โรงงานอัจฉริยะ หรือออโตเมชั่นแทนการใช้แรงงานจากมนุษย์เพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้เร็ว ลดต้นทุนและการสูญเสีย และแก้ปัญหาแรงงานที่จะขาดแคลนในอนาคต ซึ่งจะเริ่มเห็นการขับเคลื่อนทางด้านไอโอทีชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 โดยปัจจัยที่จะทำให้ไทยก้าวสู่ยุค ไอโอทีเต็มตัวและก้าวสู่สมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะได้เร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการเกิดของเทคโนโลยี 5
          จากผลสำรวจของการ์ตเนอร์ ภายในปี 2563 เทคโนโลยีเอไอจะถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ด้านซอฟต์แวร์ใหม่ๆ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจต่างๆ นั่นคือเทรนด์ที่ 3 การก้าวสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) หรือการสร้างหุ่นยนต์ให้มีความสามารถคล้ายมนุษย์ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดเองได้ และจะมีความฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการขับเคลื่อนของ แมชีนเลิร์นนิ่ง
          โกศล ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ก่อตั้งบริษัท เฮ็ดบอท (Hbot) ผู้ดำเนินธุรกิจแชตบอต กล่าวว่า การนำเอไอมาใช้ในไทย ยังคงเป็นในรูปแบบการใช้แชตบอตในการให้บริการลูกค้าเป็นหลัก ที่ต้องคอยคำตอบถามลูกค้าซ้ำๆ บ่อยๆ แต่แมชีนไม่สามารถเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ได้แน่นอน ส่วนการนำเอไอมาใช้ในโรงงานอุตสาห กรรมของไทย ยังเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก อย่างไรก็ดีในปี 2561 คาดการณ์ว่าทั่วโลกจะมีใช้แชตบอตเพิ่มขึ้น 2-3 เท่าตัวจากปี 2560 มีราว 1.4-1.5 แสนตัว ซึ่งในจำนวนนี้เฟซบุ๊กใช้ถึง 8 หมื่นตัว
          "ปีนี้แชตบอตในไทยจะมีเพิ่มจาก 1 หมื่นตัวเป็น 5 หมื่นตัว สินค้าที่จะใช้แชตบอตเพิ่มขึ้นในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ประกันภัย การท่องเที่ยว ธุรกิจเพื่อสุขภาพ โฉมใหม่ของปีนี้จะมีบอตในโซลูชั่นใหม่ วอยซ์บอต หรือการใช้เทคโนโลยีเสียงสำหรับ การตอบโต้ตอบกับผู้ใช้บริการ เพื่อรองรับกับเทรนด์เทคโนโลยีการสั่งงานทางเสียง ขณะนี้ทางธนาคารกำลังอยู่ระหว่างทดลองนำเสียงมาแสดงความเป็นตัวตนของลูกค้า ซึ่งเป็นระบบรักษาความปลอดภัยให้กับลูกค้าได้ดีอย่างหนึ่งเมื่อเทียบกับการพิมพ์ หรือรหัสที่สามารถโดนแฮ็กเกอร์ได้" โกศล กล่าว
          เทรนด์ที่ 4 เทคโนโลยีโลกที่จะส่งผลการทำธุรกิจไทยในปี 2561 มุมมองนักวิชาการ พสุ เดชะ รินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บทบาทของบล็อกเชนจะเกี่ยวกับภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น นอกเหนือจากภาคการเงิน ปี 2561 บล็อกเชนจะถูกนำมาใช้ระบบโลจิสติกส์ ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีอัตโนมัติที่ผู้ใช้เพิ่มข้อมูลต่างๆ ได้ แต่ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชน คือ นำมาตรวจสอบการทำงานได้ ในอีก 3-4 ปีข้างหน้าบล็อกเชนจะถูกนำมาใช้ ระบบซัพพลายเชน เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
          ปิดท้ายเทรนด์ที่ 5 เทคโนโลยีด้านความปลอดภัย เดอริค แมนคี นักกลยุทธ์ความปลอดภัยเครือข่าย บริษัท ฟอร์ติเน็ต กล่าวว่า หลังจากปี 2560 มีมัลแวร์ WannaCry ที่เข้ามาโจมตีองค์กรธุรกิจในไทย สร้างความตื่นตัวให้กับองค์กรไทยเพิ่มขึ้น เทรนด์ระบบรักษาความปลอดภัยในปี 2561 เปลี่ยนไป เป็นการเผชิญหน้าระหว่างอาชญากรรมไซเบอร์โดยใช้เทคโนโลยีเอไอ และการทำงานแบบออโตเมชั่นเข้ามาโจมตีธุรกิจต่างๆ ในขณะที่องค์กรต้องลงทุนกับระบบเอไอ เพื่อรักษาความปลอดภัยและตรวจจับภัยคุกคามบนโลกไซเบอร์ที่มนุษย์ไม่สามารถทำงานได้
          โฉมหน้าอาชญากรรมไซเบอร์ปี 2561 จะเปลี่ยนวิธีการโจมตี ติดตั้งบอตเน็ตและฝูงแมลงเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและฉลาดขึ้น ภัยคุกคามแรนซัมแวร์ เป้าการโจมตีคือผู้ให้บริการระบบคลาวด์และบริการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ และเกิดเน็กซ์เจนมอร์ดิกมัลแวร์ที่ทำงานได้หลายรูปแบบ อาทิ การใช้เอไอสร้างโค้ดที่มีความซับซ้อน และดาร์กเว็บ ขายบริการคุกคามที่ทำงานแบบอัตโนมัติใหม่ๆ องค์กรจำเป็นต้องมีโซลูชั่นด้านความปลอดภัยที่สร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีแบบหลอมรวมครบ มีข้อมูลอัจฉริยะด้านความปลอดภัยและผืนผ้าด้านความปลอดภัยที่กำหนดรูปแบบได้อย่างยืดหยุ่น
          เทคโนโลยียังคงเกิดขึ้นใหม่ๆ และแบบก้าวกระโดดในพริบตา ที่ผ่านมาองค์กรเดินหน้าลงทุนเพื่อทรานส์ฟอร์มไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 แต่ปัญหาที่องค์กรไทยกำลังหลงทาง แห่ลงทุนเทคโนโลยี แต่ไม่รู้ว่าจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร ซึ่งองค์กรควรมองเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนให้ดียิ่งขึ้น ส่วนวิถีชีวิตของคนไทยอีกไม่กี่ปีคงก้าวเข้าสู่สมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มตัว

          จะเกิดการแข่งขันผู้ให้บริการทั้งนันแบงก์และแบงก์  ทั้งอี-วอลเล็ต คิวอาร์โค้ด พร้อมเพย์ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะการมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่ต่างกับการแข่งขันบัตรเครดิต