รายงานพิเศษ: ประมูลคลื่น 900 MHzใครได้-เสียประโยชน์

 ในเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 900 MHz มีผู้แสดงความเห็นในหลายประเด็น แต่ประเด็นที่มีการพูดถึงมากที่สุดเป็นเรื่องที่ กสทช. จะจัดสรรคลื่นจำนวนหนึ่งให้กับรถไฟ เพื่อใช้สำหรับระบบอาณัติสัญญาณ ในการควบคุมรถไฟความเร็วสูง ซึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะไทยแลนด์ 4.0 ถือเป็น Infrastructure ที่สำคัญมากในการเชื่อมโยงระบบขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความปลอดภัยของรถไฟความเร็วสูง
          ประเด็นที่ถูกกล่าวถึงกันมากในการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ คือการที่ กสทช.กำหนดให้รถไฟใช้คลื่นความถี่ที่ติดกับคลื่น 850 MHz ซึ่งเป็นของ กสท โทรคมนาคมในปัจจุบัน จะทำให้เกิดปัญหาการรบกวน โดยความถี่ที่รถไฟได้รับจะถูกกวนจากคลื่น 850 MHz อย่างรุนแรง และไม่สามารถให้หลักประกันได้ว่าจะป้องกันได้จริงแค่ไหน เพราะฉะนั้น ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความปลอดภัยของผู้โดยสารบนรถไฟความเร็วสูง จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายอย่างมาก ในทางเทคนิคไม่มีใครสามารถรับประกันได้เลยว่า การป้องกันการรบกวนของคลื่น 850 MHz ต่อคลื่น 900 MHz ซึ่งจะใช้เป็นระบบอาณัติสัญญาณที่เราเรียกว่า signaling ของรถไฟ สามารถทำได้จริงและมีประสิทธิภาพหรือไม่ นึกภาพถ้าเกิดติดต่อไม่ได้เพราะมีการรบกวนทางสัญญาณ รถไฟชนกัน1 ขบวน เงินที่ลงทุนไปเป็นแสนๆ ล้านของประเทศชาติสูญหายหมด
          จะสังเกตว่าข้อเสนอของ กสทช. ตรงข้ามกับผลการศึกษาฯของ จุฬาฯ ซึ่งจุฬาฯ เสนอให้รถไฟใช้คลื่นที่ติดกับคลื่นของ AWN ซึ่งจะทำให้ห่างจากคลื่น 850 ถึง 6 MHz ในขณะที่ กสทช. กำหนดให้รถไฟใช้คลื่นที่อยู่ห่างจากคลื่น 850 เพียง 1 MHz ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าคลื่น 850 MHz จะโจมตีคลื่นของ รถไฟในระดับที่รุนแรง หากระยะห่างระหว่างคลื่น 850 กับคลื่นของรถไฟยิ่งน้อยก็จะเกิดการรบกวนมากขึ้น ซึ่งการรบกวนดังกล่าวอาจทำให้รถไฟติดต่อกันไม่ได้และจะเป็นอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ public หรือชีวิตของประชาชนดังนั้นการกำหนดระยะห่างระหว่างคลื่น 850 กับคลื่นของรถไฟที่6 MHz อย่างน้อยเป็นการป้องกันการรบกวนระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟไว้ก่อน
          ผลกระทบของการรบกวนจากคลื่น 850 ของ CAT ไปที่Operator มือถือด้วยกัน ซึ่งไม่ทราบว่าจะเป็นใคร ที่จะประมูลได้ผลที่จะเกิดขึ้นอาจจะโทรได้บ้างไม่ได้บ้าง สัญญาณติดบ้างไม่ติดบ้าง ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดกับบุคคล ไม่ได้เกิดกับระบบ ในขณะที่ผลกระทบของการรบกวนจากคลื่น 850 ที่จะเกิดกับระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟ ซึ่งน่าจะเป็นระบบขนส่งหลักของประเทศไทยในอนาคต มันเกินที่จะรับความเสี่ยง
          มุมมองจากทางวิศวกรรมก็เห็นว่าการกำหนดคลื่นความถี่ที่กสทช. นำมารับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ มีความเสี่ยงมากๆ เพราะเท่าที่ศึกษามายังไม่มีที่ไหนในโลกที่จะให้ระบบโทรคมนาคม กับระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟความเร็วสูง ห่างกันแค่เมกฯ เดียวแบบนี้ มุมมองทางเทคนิค เห็นว่า ถึงแม้จะติดตั้งอุปกรณ์กรองสัญญาณรบกวน หรือ filter ที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ก็ยังตั้งอยู่บนความเสี่ยง เพราะแม้ว่าในช่วงแรกการติดตั้งอุปกรณ์กรองสัญญาณรบกวนจะได้ผลที่น่าพอใจ แต่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปอุปกรณ์ดังกล่าวที่ติดตั้งบนหัวเสา น้ำเข้า ฝนตก ลมพัดยังสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งมีความเสี่ยงมากที่จะก่อให้เกิดการรบกวนกับระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟความเร็วสูงส่วนประเด็นที่กล่าวถึงกันมากคือ เรื่องค่าใช้จ่ายของfilter เรื่องแพงอันนี้มันแพงแน่ แล้วไม่ยืนยันด้วยว่ามันจะใช้ได้ครอบคลุม วันแรกมันอาจจะดี แต่ติดไปติดมา มันไม่มีใครมามอนิเตอร์ตลอดเวลา แล้วมันเสี่ยงกับระบบที่สำคัญซะขนาดนั้น ดังนั้นประเด็นหลักที่ต้องคิด คือเรื่องความปลอดภัย มากกว่าเรื่องค่าใช้จ่าย filter
          อีกประเด็นหนึ่ง คือเทคโนโลยี GSM-R ที่ใช้สำหรับระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟความเร็วสูงทั่วโลกนั้น ใช้กันมาเกือบ 20 ปี และมีแนวโน้มจะเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยี LTE-R แทนแล้ว ซึ่งเทคโนโลยี LTE-R จะทราบผลว่าจะเกิดหรือไม่ก็ต้องปี 2563 เป็นต้นไปหากรถไฟความเร็วสูงนำเทคโนโลยี LTE-R มาใช้ คลื่นความถี่ขนาด 5 MHz ก็จะไม่เพียงพอ เนื่องจากเทคโนโลยี LTE-R ต้องการใช้คลื่นความถี่ที่มากขึ้น อาจจะเป็น 7-10 MHz เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่า กสทช. เดินหน้าประมูลไปตามนี้ ปัญหาก็ยังคาราคาซังอยู่ตรงว่า ถ้ารถไฟตัดสินใจใช้เทคโนโลยี LTE-R ขึ้นมา ก็จะเกิดความยุ่งยากที่ กสทช.จะต้องยกเลิกคลื่นนี้ที่ประมูลออกไป ต้องจ่ายเงินคืนค่าประมูลให้ผู้ชนะการประมูล พร้อมดอกเบี้ย ต้องจ่ายค่าโครงข่ายด้วย เพราะเขาลงทุนไป เขาคงฟ้องหมดทุกอย่าง ฉะนั้นถึงวันนั้นจะมีเรื่องฟ้องร้องวุ่นวายกันมากมาย
          ด้านผู้แทนจากการรถไฟแห่งประเทศไทยได้ชี้แจงในที่ประชุมว่ามีความต้องการใช้งานเทคโนโลยี LTE-R ในอนาคต ซึ่งคลื่นความถี่จำนวน 5 MHz ที่ กสทช. กำหนดนั้นไม่เพียงพอ ทั้งนี้ รถไฟความเร็วสูงของประเทศไทยจะใช้เทคโนโลยี GSM-R แบบเดิมซึ่งกำลังล้าสมัย หรือจะเลือกใช้เทคโนโลยี LTE-R ซึ่งทั่วโลกกำลังจะใช้กัน กว่าจะรู้ต้อง ปี 2563 เป็นต้นไป ถ้า กสทช. จะรีบนำคลื่นมาประมูลปีหน้าก็ควรต้องถามรถไฟก่อนว่า 5 MHz เพียงพอหรือไม่ และรถไฟจะไม่ต้องการใช้เทคโนโลยี LTE-R แน่นอนใช่ไหม ไม่เช่นนั้น กสทช.ก็ควรรอความชัดเจนของรถไฟก่อนการประมูลคลื่นในย่านนี้
          สรุปประเด็นสำคัญ
          รถไฟต้องการคลื่นย่าน 900MHz จำนวน 10MHz เพื่อใช้เป็นระบบอาณัติสัญญาณในการควบคุมรถไฟความเร็วสูง (ตามรูป คือ GSM-R)
          กสทช. มีมติให้รถไฟ 5 MHz อีก 5 MHz แบ่งมาประมูลคลื่นมือถือ หาเงินเข้ารัฐ (ตามรูปคือ สีแดง) ซึ่งคลื่น GSM-R อยู่ห่างจากคลื่น 850 MHz ของ CAT ที่ใช้เพื่อให้บริการมือถือ เพียง1 MHz
          ทางเทคนิคยังไม่มีประเทศใดในโลก จัดสรรคลื่นในลักษณะนี้คือ รถไฟใช้ระบบ GSM-R และอยู่ห่างคลื่นมือถือย่าน 850 MHz เพียง 1 MHz ผลกระทบคือ ระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟ จะถูกคลื่นมือถือ 850 MHz รบกวนอย่างรุนแรง (harmful inter ference) มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงเป็นอย่างมาก
          ทำไม กสทช. จึงจัดสรรคลื่นในลักษณะนี้ ไม่มีการทดสอบทดลองภาคสนามใดๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับรถไฟ และผู้ให้บริการมือถือเลยว่า ทั้งสองระบบจะสามารถใช้งานในย่านความถี่ที่ได้รับจัดสรรได้อย่างปลอดภัย กสทช. ควรมองเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นเรื่องสำคัญ มากกว่าที่จะมุ่งเน้นไปเพียงการประมูลคลื่นมือถือเพื่อหารายได้ให้ได้มากที่สุด