TOTหวังMOUคลื่น2300-2100 หนุนปีหน้าพลิกกำไร2พันล้าน

“ทีโอที” หวังได้เซ็นสัญญาคู่ค้ากับ DTAC บนคลื่น 2300 MHz ภายในต้นปี 61 และเซ็นสัญญาพันธมิตรกับ ADVANC บนคลื่น 2100 MHz อย่างเป็นทางการ หนุนปี 61 พลิกกลับมามีกำไร 2,000 ล้านบาท และมีรายได้ 50,000 ล้านบาท
          นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2561 บริษัทคาดว่าจะกลับมามีกำไรสุทธิประมาณ 2,000 ล้านบาท มี EBITDA แตะ 10,000 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 50,000 ล้านบาท เนื่องจากคาดหวังว่าจะมีรายได้จากการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจคลื่น 2300 MHz กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เข้ามาประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท กรณีที่ได้ลงนามในสัญญาคู่ค้ากับ DTAC ในการให้บริการ 4G LTE-TDD บนคลื่นความถี่ 2300 MHz จำนวน 60 MHz ภายในต้นปี 2561
          “ถ้าได้เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจคลื่น 2300 MHz กับ DTAC ในตอนนี้ บริษัทจะเริ่มมีรายได้เข้ามาในช่วงไตรมาส 2/2561 แต่ถ้ามีเหตุให้เซ็นสัญาดังกล่าวได้ล่าช้า ก็จะเริ่มมีรายได้ช้าไปตามส่วน โดยหากเซ็นสัญญาได้ในต้นปี 2561 ก็คาดว่าจะมีรายได้เข้ามาประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท” นายมนต์ชัย กล่าว
          นอกจากนี้ คาดการณ์รายได้ปี 2561 ที่เพิ่มขึ้น ยังมาจากรายได้ที่บริษัทคาดว่าจะได้ลงนามในสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทในเครือของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC บนคลื่น 2100 MHz อย่างเป็นทางการภายในสิ้นปี 2560 อีกกว่า 10,000 ล้านบาท จากปัจจุบันบริษัทมีรายได้ประมาณ 325 ล้านบาท/เดือน จากการลงนามในสัญญาทดสอบการใช้บริการข้ามโครงข่ายเชิงพาณิชย์ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2100 MHz กับบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวร์ค จำกัด หรือ AWN รวมทั้งรายได้จากบริการของบริษัทเอง ทั้งในส่วนของธุรกิจโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ สื่อสารข้อมูล และอื่นๆ
          ทั้งนี้ ในปี 2561 คาดว่าจะมีลูกค้าอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์อยู่ที่ 1.5 ล้านราย เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่คาดว่าจะมีลูกค้าอยู่ที่ 1.3 ล้านราย และลูกค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1 ล้านราย หากได้ลงนามในสัญญาพันธมิตรกับ ADVANC บนคลื่น 2300 MHz และ DTAC บนคลื่น 2100 MHz จากปัจจุบันมีลูกค้าอยู่ที่ประมาณ 100,000 ราย
          ขณะเดียวกันในปี 2561 บริษัทจะหารายได้เพิ่มจากบริการเสริมบนอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่มีอยู่ เช่น CCTV on Cloud เป็นต้น การสร้างมูลค่าเพิ่มจากบริการ Cyber Security และต่อยอดเพื่อให้บริการแอพพลิเคชั่น (Application Service) บนโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (เน็ตประชารัฐ) รวมทั้งการให้บริการท่อร้อยสาย เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อนของประเทศ ซึ่งบริษัทมีความได้เปรียบในโครงข่ายท่อร้อยสายครอบคลุมทุกพื้นที่ และความชำนาญด้านบุคลากรในการให้บริการ รวมไปถึงการนำทรัพย์สินที่มีอยู่มาพัฒนาและใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้เพิ่มจากที่ดินและอาคารที่มีศักยภาพ
          ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2560 คาดว่าจะมีผลขาดทุนสุทธิลดลงจากปี 2559 ที่มีผลขาดทุนสุทธิเกือบ 6,000 ล้านบาท มี EBITDA อยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท และมีรายได้ประมาณ 34,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายบางส่วนดีขึ้น และจัดหาต้นทุนได้ต่ำลง