เอกชนหนุน"เน็ตชายขอบ"แนะรัฐทำยาวลดเหลื่อมล้ำ

'สมคิด'ติวเข้มเจ้าหน้าที่ดูแลนักท่องเที่ยวรับปีท่องเที่ยววิถีไทย 2018 เอกชนหนุนเน็ตชายขอบ แนะทำยาว ชาวนาชัยนาทเชื่อรัฐชดเชยไร่ละ 2 พัน
          'สมคิด'ติวดูแลนักท่องเที่ยว
          เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ อิมแพค เมืองทองธานี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดโครงการอบรมอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกและให้บริการนักท่องเที่ยวในแหล่งสำคัญ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 ธันวาคม ภายในงานมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.สาคร ทองมุณี ผบช.ทท. และ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมตำรวจท่องเที่ยวและผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 2,000 คนให้การต้อนรับ
          ไทยฟันรายได้ท่องเที่ยวที่3โลก
          นายสมคิดกล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความสำคัญยิ่งต่อประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยถึง 2.51 ล้านล้านบาทในปี 2559 หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.6 ของจีดีพีประเทศ นอกจากนี้สถิติการท่องเที่ยวทั่วโลกขององค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (World Tourism Organization) ประจำปี 2016-2017 พบว่าประเทศไทยสามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และยังติดอันดับ 9 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก รัฐบาลจึงให้ความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านท่องเที่ยวในมิติต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง ทั้งการเพิ่มศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวและการคมนาคมขนส่งเพื่อให้เข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างสะดวก การยกระดับการให้บริการต่างๆ การสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และสนองนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ
          ชูปีท่องเที่ยววิถีไทย2018
          นายสมคิดกล่าวว่า การยกระดับให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศชั้นนำด้านการท่องเที่ยวนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องพัฒนาและสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว ภาคประชาชนถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง การจัดโครงการอบรมอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกและให้บริการนักท่องเที่ยวในแหล่งสำคัญ จะเป็นแรงขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพของการเป็นเจ้าบ้านที่ดีร่วมกัน รวมทั้งถือเป็นการสร้างบทบาทหน้าที่การให้บริการและดูแลนักท่องเที่ยวที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ อันเป็นส่วนสำคัญที่จะร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทยให้ไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับปีท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน หรืออเมซิ่งไทยแลนด์ ทัวริสม์ เยียร์ 2018 (Amazing Thailand Tourism Year 2018) อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการอำนวยความสะดวกและให้บริการแก่นักท่องเที่ยวขึ้น อาสาสมัครที่ผ่านการอบรมจะได้นำความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับ เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภารกิจช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิดหลัก สร้างสรรค์พลังไทย ท่องเที่ยวปลอดภัย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน
          ตำรวจท่องเที่ยวยันพร้อมดูแล
          พล.ต.ต.สุรเชษฐ์กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวมีภารกิจในการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอดจนให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และเล็งเห็นความสำคัญของอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความสะดวกและให้บริการนักท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย รวมทั้งฟื้นฟูการท่องเที่ยวให้เติบโตและยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวไทย ทั้งนี้ ในแง่ของความพร้อม กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวมีกำลังพลที่สามารถดูแลนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาให้ได้รับบริการที่ดี และพร้อมดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งในด้านภาษาตำรวจท่องเที่ยวและอาสาสมัครสามารถตอบโต้ภาษาได้ 7 ภาษา มีล่ามแปลในการอำนวยความสะดวก อย่างไรก็ตาม ตำรวจท่องเที่ยวพร้อมปกป้องดูแลนักท่องเที่ยว ให้ท่องเที่ยวทั่วไทย ปลอดภัย และมีความสุขในทุกการเดินทางที่อยู่ในประเทศไทย เปรียบเสมือนเพื่อนคนแรกที่อยู่เคียงข้าง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่น ความพึงพอใจกับการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกและให้บริการมากขึ้นและกลับมาท่องเที่ยวอีก หากนักท่องเที่ยวสอบถามข้อมูลหรือร้องเรียน ทางตำรวจท่องเที่ยวได้เปิดช่องทางสื่อสารหลายช่องทาง สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว เบอร์ 1155 เฟซบุ๊กเพจตำรวจท่องเที่ยว "Tourist Police Bureau กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว" และ http://www.touristpolice.go.th ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
          'สมคิด'ตรวจงานพณ.20ธ.ค.
          ที่กระทรวงพาณิชย์ นางนันทวัลย์ ศกุนต นาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กล่าวภายหลังปล่อยรถเคลื่อนที่ (รถโมบาย) ภายใต้ "โครงการธงฟ้าเคลื่อนที่สู่ชุมชน : Mobile Unit" ว่า ในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะมาตรวจเยี่ยมและติดตามงานที่เคยมอบหมาย รวมถึงมอบนโยบายแก่กระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะงานที่เน้นให้ความสำคัญกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบายรัฐบาล
          นางนันทวัลย์กล่าวว่า โครงการธงฟ้าเคลื่อนที่สู่ชุมชน : Mobile Unit เป็นการจัดรถเคลื่อนที่บรรทุกสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่อการครองชีพไปจำหน่ายให้กับประชาชนในราคาถูกกว่าท้องตลาด 30-45% ไปตามพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งสถานการณ์คลี่คลายแล้ว และพื้นที่ชุมชนทั้งในส่วนภูมิภาคและกรุงเทพฯ ซึ่งสินค้าที่นำไปจำหน่าย อาทิ ข้าวสารหอมมะลิ (บรรจุ 5 กิโลกรัม/ถุง) ราคาปกติ 185 บาท เหลือ 105 บาท น้ำตาลทราย ปกติ 23.50 บาท/กิโลกรัม เหลือ 16 บาท น้ำมันพืชขวด 1 ลิตร ราคาปกติ 40 บาท ลดเหลือ 22 บาท ไข่ไก่ (เบอร์ 2) แผงละ 30 ฟอง ราคาปกติ 90 บาท ลดเหลือ 50 บาท
          ปล่อยธงฟ้าโมบายลดค่าครองชีพ
          สำหรับพื้นที่รถโมบายธงฟ้าให้บริการมีพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง จำนวน 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ พิจิตร อุทัยธานี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ชัยนาท มหาสารคาม กาฬสินธุ์ เลย ตาก นนทบุรี นครปฐม และสมุทรปราการ รวม 69 จุด เริ่มตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2560 ส่วนพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวม 450 จุด เริ่มวันที่ 14-28 ธันวาคม ส่วนพื้นที่ภาคใต้ 11 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี สตูล นราธิวาส เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ อยู่ระหว่างเตรียมการจัดโมบายธงฟ้าหลังน้ำลด
          "คาดโครงการนี้จะสามารถช่วยเหลือลดค่าครองชีพผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภายหลังน้ำลดและผู้มีรายได้น้อยในแหล่งชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ 60,000 ครัวเรือน และจะสามารถลดค่าครองชีพประชาชนได้ 30 ล้านบาท" นางนันทวัลย์กล่าว
          นางนันทวัลย์กล่าวว่า ส่วนโครงการที่ร่วมกับห้างและผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าลดราคา 20-80% ในชื่อโครงการ รวมใจ เพิ่มสุข ช้อปสนุก ลดรับปีใหม่ เริ่มวันที่ 14 ธันวาคม 2560 ถึง 4 มกราคม 2561 ว่ายังต้องรอดูสถานการณ์การจับจ่ายก่อน โดยภาพรวมของสัปดาห์แรกว่าเป็นอย่างไรและคึกคักแค่ไหน
          แคมเปญรวมใจลดวันแรกเนือย
          นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวถึงโครงการ "รวมใจ..เพิ่มสุข..ช้อปสนุก..ลดรับปีใหม่" ตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2560 ถึง 4 มกราคม 2561 สินค้าลดราคาทุกห้าง 20-80% คาดรวม 22 วันของงานลดราคาจะเงินสะพัด 35,000 ล้านบาทนั้น พบว่าวันที่ 14 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแรกของโครงการยังไม่ชัดเจน เชื่อว่าบรรยากาศการจับจ่ายและความคึกคักต้องรอดูสัปดาห์แรกผ่านไปก่อนว่าเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าเงินสะพัดถึง 3.5 หมื่นล้านบาทแน่นอน เชื่อว่าปีนี้การจับจ่ายใช้สอยจะคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา และคึกคักตั้งแต่ปลายปีถึงต้นปี เพราะเป็นช่วงเทศกาลและอารมณ์จับจ่ายใช้สอยและมีกำลังซื้อจากโบนัสเข้ามาเสริมด้วย แม้เพิ่งผ่านโครงการมาตรการช้อปช่วยชาติ แต่การลดครั้งใหญ่ทุกห้างส่วนใหญ่จะเข้าถึงกลุ่มคนชั้นกลางให้มีกำลังซื้อรับปีใหม่
          เอกชนหนุนให้คนจนใช้เน็ตฟรี
          จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเห็นชอบแนวทางการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อบริการอินเตอร์เน็ตให้กับผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการดำเนินโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ โดยไม่เสียค่าบริการเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ใน 3,920 หมู่บ้าน จะมีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์ใช้บริการฟรีประมาณ 520,000 ครัวเรือน คาดจะสามารถเพิ่มรายได้อีก 2,000 บาทต่อครัวเรือน เช่น การขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์
          นายณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการและผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ค้าออนไลน์ Lnw หรือเทพช็อป กล่าวว่า เป็นโครงการที่ดีที่รัฐจะดำเนินการ โดยเห็นความเป็นไปได้ว่าหากจะให้ผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ชายขอบเข้าถึงการใช้อินเตอร์เน็ต อาจต้องจัดให้เป็นลักษณะศูนย์ที่ใช้อินเตอร์เน็ตของชุมชน หรือเรียกว่าคาเฟ่ชุมชน เพราะผู้มีรายได้น้อยบางคนยังขาดแคลนเรื่องอุปกรณ์ที่จะเข้าใช้อินเตอร์เน็ต นอกจากนี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ผู้มีรายได้น้อยและประชาชนค้าขายออนไลน์ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องค้าขายออนไลน์เพื่อให้เป็นไปได้ ไม่ใช่แค่เรื่องการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตแต่ภาครัฐควรเข้าไปสนับสนุนให้ความรู้เรื่องการค้าออนไลน์อย่างครบวงจรด้วยตั้งแต่การขายการจัดส่งสินค้าและการตลาด
          ด้านนายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงกรณีเดียวกันว่า ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวไปอย่างรวดเร็ว ข้อมูลต่างๆ ในทุกมิติตอนนี้อยู่ที่อินเตอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ โดยงานวิจัยจากเวิลด์อีโคโนมิคฟอรั่ม (ดับบลิวอีเอฟ) เน้นย้ำเสมอว่า คนที่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตดีกว่าจะมีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนที่เข้าไม่ถึง เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจที่โครงการลักษณะนี้จะเกิดขึ้น เนื่องจากปัญหาส่วนหนึ่งของไทยคือการไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้
          แนะรัฐทำยาวช่วยลดเหลื่อมล้ำ
          นายนณริฏกล่าวว่า เมื่อคนสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้แล้ว จะประสบความสำเร็จขนาดไหนนั้น หากบอกเป็นตัวเลขในทันทีคงเป็นเรื่องยาก เพราะขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย โดยปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ (ดิจิทัล ลิตเตอเรซี) หรือการใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ได้จากอินเตอร์เน็ต นอกจากนี้แล้วต้องคำนึงว่าคนจนสามารถเข้าถึงได้หรือไม่ และจะเชื่อมโยงได้ถึงไหน เพราะประโยชน์จากการใช้อินเตอร์เน็ตมีหลายมิติ ขั้นแรกสามารถรับรู้ข่าวสารได้เร็ว ตอบโจทย์ในชีวิต เช่น กลไกตลาด การเช็กราคาสินค้า ขั้นที่ 2 คือพื้นฐานอื่นๆ ที่จำเป็น เช่น การใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม และขั้นที่ 3 คือการเชื่อมโยงกับตลาดโลก เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มอาลีบาบา ลาซาด้า ซึ่งเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามจะผลักดันในจุดนี้ แต่จะไปได้ไกลขนาดไหน ถ้าเป็นไปได้จะเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้
          "อีกประเด็นคือต้องคำนึงการใช้งานอีกด้านด้วย เพราะเหรียญมี 2 ด้าน อินเตอร์เน็ตไม่ได้มีเฉพาะข้อเท็จจริง อาจจะมีข้อมูลที่สื่อสารกันผิด เรื่องงมงาย เป็นต้น รวมถึงการยืนยันตัวตนทางอินเตอร์เน็ต เพราะฉะนั้นต้องคำนึงว่าจะควบคุมได้อย่างไร ไม่ให้เป็นช่องทางที่คนจนถูกเอารัดเอาเปรียบได้" นายนณริฏกล่าว
          ชาวนาเมินโครงการจ้างงดนาปรัง
          กรณีคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการขยายการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลาย โดยจะจ่ายเงินให้เกษตรกรในพื้นที่ 53 จังหวัดที่งดการทำนาปรังปี 2561 ในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกินรายละ 15 ไร่ มีเป้าหมายลดการปลูกข้าวลง 150,000 ไร่ โดยให้เกษตรกรเข้าร่วมโครงการขยายการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายของกรมส่งเสริมการเกษตร วงเงิน 647 ล้านบาท โครงการขยายการปลูกพืชปุ๋ยสด ของกรมพัฒนาที่ดิน วงเงิน 240 ล้านบาท และโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ของกรมปศุสัตว์ วงเงิน 860 ล้านบาท แทนการปลูกข้าวเพื่อให้สมดุลกับความต้องการซื้อ ป้องกันปัญหาราคาข้าวตกต่ำนั้น
          ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ จ.ชัยนาท เพื่อสอบถามข้อคิดเห็นชาวนาว่าโครงการและเงื่อนไขดังกล่าวชาวนามีความเห็นอย่างไรนั้น นายธวัช ชูเจริญ ชาวนาใน ต.เสือโฮก อ.เมืองชัยนาท กล่าวว่า โครงการดังกล่าวหากเป็นการให้เงินเปล่าเพื่องดการทำนา โดยจ่ายตามที่ลงทะเบียนเกษตรกร รายละไม่เกิน 15 ไร่ ก็น่าสนใจ เพราะชาวนาสามารถนำเงินจำนวนดังกล่าวมาใช้จ่ายชดเชยการขาดรายได้จากการทำนาปรังได้ แต่จะให้เอาเงิน 2,000 บาทต่อไร่ไปลงทุนปลูกพืชตามโครงการ ชาวนาน่าจะไม่ได้อะไร จึงคิดว่าจะไม่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้
          นายสมบัติ สีสุก ชาวนา ต.อู่ตะเภา อ.มโนรมย์ กล่าวว่า คิดว่าชาวนาเองน่าจะได้ไม่คุ้มเหนื่อย เพราะการนำที่นาไปปลูกพืชไร่อย่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เคยทดลองปลูกมาแล้ว พบว่าดินนาไม่เหมาะที่จะปลูกพืชไร่ เพราะพืชจะไม่เติบโต ผลผลิตไม่คุ้มการลงทุนทั้งเงินและเวลา ส่วนการปลูกพืชเพื่อเป็นปุ๋ยสด ชาวนาเองยังมองไม่ออกว่าจะได้ประโยชน์อะไรจะทำให้คุ้มเหนื่อยจากการร่วมโครงการ คิดว่าการทำนาปรังยังไงก็น่าจะมีรายได้คุ้มมากกว่า
          ยางสงขลาแนะใช้ม.44แก้ราคาร่วง
          นายสุรเชษฐ บิลสัน ประธานเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เรียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการจริงจังในการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำทั้งระบบ เป็นปัญหายืดเยื้อมานาน ชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง แม้รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์จะมีมาตรการในการช่วยเหลือชาวสวนยางออกมา แต่มองว่าเป็นประเด็นเดิมๆ ที่เคยพูดกันมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของการให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ หันมาใช้ยางพาราเพิ่มมากขึ้นนั้น พูดกันมานานมาก แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ ดังนั้นรัฐบาลอาจจะนำมาตรา 44 มาบังคับใช้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนยางใน จ.สงขลา มีความหวังและเชื่อว่านายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ จะมีความจริงใจและช่วยเหลือแก้ปัญหากับชาวสวนยาง รวมถึงเกษตรกรด้านอื่นๆ ได้
          "เครือข่ายชาวสวนยางรายย่อยจังหวัดสงขลาและสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดสงขลา เตรียมเดินทางเข้ายื่นข้อเสนอแนะ แนวทางในการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำทั้งระบบ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลาในปลายเดือนธันวาคม ทั้งในเรื่องของมาตรการระยะยาว รวมถึงการมีมาตรดึงดูดให้เกษตรกรหันมาลดพื้นที่ปลูกยางและหันมาปลูกพืชอื่นแทน" นายสุรเชษฐกล่าว
          พณ.-เกษตรนัดทำแผนครบวงจร
          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 22 ธันวาคมนี้ จะเชิญนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดทำแผนเร่งด่วนกับพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัดและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ในการผลักดันปัญหาราคาสินค้าเกษตรแบบครบวงจร ทั้งราคายางพารา ปาล์ม, ข้าว, มันสำปะหลัง และผลไม้ เป็นต้น ถือเป็นการทำงานร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังจากที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างแก้ปัญหา ทำให้ราคาสินค้าเกษตรไม่มั่นคง เบื้องต้นเน้นการส่งเสริมด้านพันธุ์พืช พื้นที่เพาะปลูก การทำเกษตรแปรรูป การสร้างแบรนด์สินค้า และการหาตลาดทั้งในและต่างประเทศ
          "พาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด และสหกรณ์ มีข้อมูลที่สมบูรณ์อยู่แล้ว แต่หากไม่มีการบูรณาการร่วมกันก็จะไปกันคนละทิศคนละทาง ช่วงที่ผ่านมาได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรแล้ว จนในที่สุดจึงเป็นที่มาในการประชุมร่วมกันทั้งสองกระทรวง ดังนั้นมั่นใจว่าเมื่อมีการทำแผนและทำงานร่วมกันจะช่วยผลักดันให้ราคาสินค้าเกษตรค่อยๆ ฟื้นตัวและอยู่ในระดับที่เกษตรกรค่อนข้างพอใจแน่นอน" นายสนธิรัตน์กล่าว