"กสทช."เอาแน่"เน็ต"ฟรียาว3ปี 5แสนครัวชายขอบ ตั้งเป้าสิงหา61เริ่ม สมคิดถกท่องเที่ยวเน้นบูม"เมืองรอง"

กสทช.ให้ของขวัญปีใหม่คนชายขอบใช้เน็ตฟรี 3 ปี ตั้งเป้าลดเหลื่อมล้ำ
          เอดีบีปรับเพิ่มจีดีพีไทย3.8%
          เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้ออกรายงานการวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจของเอเชีย ฉบับเสริม (Supplement Asian Development Outlook Update 2017) โดยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.8 ในปี 2560 และคาดว่ายังคงเติบโตต่อเนื่องในระดับเดียวกันในปี 2561 เนื่องจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มกระเตื้องขึ้นแล้ว โดยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2560 ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 3.8 การบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 การลงทุนภาคเอกชนแสดงสัญญาณการฟื้นตัวแข็งแกร่ง ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวทางด้านการผลิตที่ร้อยละ 4.3 สูงสุดในรอบ 18 ไตรมาส การส่งสินค้าออกทำได้ดีขึ้นกว่าที่คาดหมายไว้ โดยขยายตัวถึงร้อยละ 9.7 ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2560
          เอดีบีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวในระดับที่เร่งเร็วขึ้นไปอีกในปี 2561 ควบคู่ไปกับการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น และการดำเนินการในทางปฏิบัติของการจัดตั้งระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งมีเป้าหมายปรับปรุงพื้นที่แนวชายฝั่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชั้นนำ ในส่วนของการลงทุนภาครัฐในปี 2560 ชะลอตัวลง แต่คาดว่าจะฟื้นตัวในปี 2561 เมื่อเริ่มมีการก่อสร้างตามโครงการสาธารณูปโภคหลายแห่ง ทั้งนี้ เอดีบีได้ทบทวนประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย จากเดิมร้อยละ 3.5 เป็นร้อยละ 3.8 ในปี 2560 และจากร้อยละ 3.6 เป็นร้อยละ 3.8 ในปี 2561
          ข้องใจเอดีบีมองจีดีพีไทยโตแค่3.8%
          นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพี (อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ) ของไทยปีหน้า ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) นั้น เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ว่าจีดีพีในปีหน้าจะได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนภาครัฐมากขึ้น ขณะเดียวกันคาดหวังว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีตามทิศทางเศรษฐกิจโลกด้วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เอดีบีมองว่า จีดีพีของไทยจะขยายตัวได้ 3.8% จากคาดการณ์เดิม 3.6% นั้น ยังเป็นตัวเลขต่ำกว่าที่กระทรวงการคลังคาดการณ์จีดีพีในปีหน้าจะสามารถขยายตัวได้มากกว่า 4%
          "จีดีพีปีหน้าจะขยายตัวมากกว่า 4% โดยการลงทุนภาครัฐจะเป็นตัวขับเคลื่อน ขณะที่ เอดีบีมองว่าจะโตได้ 3.8% ก็เป็นการขยายตัวที่ดีขึ้น แต่น้อยกว่าที่เราคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม จะต้องไปพิจารณาในรายละเอียดในรายงานของเอดีบีอีกครั้งว่าเพราะเหตุใดจึงมองจีดีพีของไทยขยายตัวในอัตราดังกล่าว" นางสาวกุลยากล่าว
          นางสาวกุลยากล่าวว่า กรณีธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกรายงานเกี่ยวกับปัญหาความยากจนแถบเอเชีย ระบุว่า จากผลวิเคราะห์ข้อมูลปี 2545-2558 ไทยและมาเลเซียหลุดพ้นจากความยากจนและก้าวสู่ความมั่งคั่ง เมื่อนำข้อมูลความยากจนของธนาคารโลกเทียบกับการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐของไทยกำหนดรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี นับว่าคนจนของไทยอยู่ระดับกลุ่มคนปานกลางของธนาคารโลก เพราะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อความยากจนได้จัดการปัญหาไปแล้ว และไทยกำลังจะมีมาตรการช่วยเหลือในระยะที่ 2 ดังนั้นคาดว่าปัญหาความยากจนของไทยลดลงอีกในระยะต่อไป
          หนุนโครงการประชารัฐหักภาษีได้
          นางสาวกุลยากล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐตามนโยบายรัฐบาล โดยกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่บริษัทได้จ่ายไปในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2560 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2561 เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐมาหักเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 5% ของกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์
          นางสาวกุลยากล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อพระราชกฤษฎีกาฯฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว กรมสรรพากรจะประกาศหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของค่าใช้จ่ายที่รับสิทธิตามมาตรการนี้ เช่น ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งเข้าร่วมโครงการได้จ่ายไปในการดำเนินการของโครงการภายใต้ โครงการสานพลังประชารัฐ หรือเป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนโครงการสานพลังประชารัฐที่จ่ายให้แก่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินโดยระบุว่า เป็นรายจ่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐ โดยหัวหน้าคณะทำงานภาคเอกชนต้องให้การรับรองค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ค่าใช้จ่ายตามโครงการสานพลังประชารัฐ หรือ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องจัดทำบัญชีพิเศษแสดงรายการจ่ายเงินตามโครงการสานพลังประชารัฐ เป็นต้น "ที่ผ่านมายังไม่มีเอกชนรายใดแจ้งเข้าร่วมโครงการดังกล่าว แต่เชื่อว่านับจากนี้จะมีเอกชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น" นางสาวกุลยากล่าว
          วางแผนดูแลกลุ่มเสี่ยงจน
          นายศรพล ตุลยะเสถียร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สศค.) กล่าวว่า การที่ไทยถูกยกระดับเป็นประเทศที่กำลังก้าวสู่ความมั่งคั่งของเวิลด์แบงก์ เนื่องจากไทยได้ให้โอกาสด้านเศรษฐกิจกับผู้มีรายได้น้อย มีระบบการดูแลด้านสังคม สาธารณสุข และประกันสังคมและการส่งเสริมการออม ใช้เครื่องมือภาษี เครื่องมือทางการเงินช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นต้น
          นายศรพลกล่าวว่า การประเมินธนาคารโลกจะแบ่งคนจน 5 ชั้น คือ 1.กลุ่มคนจนที่สุด หรือกลุ่มมีรายได้ 23.33 บาทต่อวัน 2.กลุ่มคนจนปานกลาง หรือผู้มีรายได้ 23.33-38.07 บาทต่อคนต่อวัน 3.กลุ่มที่มีความเสี่ยงว่าจะจน หรือมีรายได้ 38.07-67.54 บาทต่อคนต่อวัน 4.กลุ่มที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือมีรายได้ 67.54-184.2 บาท และกลุ่มที่ 5. คือกลุ่มชนชั้นกลาง หรือมีรายได้สูงกว่า 184.2 บาทต่อคนต่อวันขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่าประเทศไทยกลุ่มคนจนที่สุดได้หมดไปแล้ว
          นายศรพลกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในการประเมินพบว่าธนาคารโลกยังมีความกังวลกลุ่มชนชั้นที่มีความเสี่ยงว่าจะจน เนื่องจากมีอัตราคงที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นถือ เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าไปติดตามดูแล เนื่องจากกลุ่มคนดังกล่าวจะมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ซึ่งหากมีอะไรมากระทบอาจทำให้กลุ่มคนดังกล่าวตกชั้นไปสู่กลุ่มคนจนได้
          พณ.ลุยตลาดตรวจราคาสินค้า
          น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ตลาดหลังห้างวันเดอร์ เขตบางแค กรุงเทพฯ โดยให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจสอบเสร็จสิ้นว่า สถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และอาหารสดโดยภาพรวมอยู่ในภาวะปกติ ราคาสินค้าส่วนใหญ่ทรงตัว อย่างไรก็ตาม ราคาอาหารสดบางชนิดราคาปรับลดลงเล็กน้อยตามฤดูกาล เช่น ไก่สด เนื้อหมู ผักสดบางชนิดอย่าง ผักชี เฉลี่ยลดลง 2-3 บาท เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงหน้าหนาว
          น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า นอกจากนี้ จากการสำรวจเฉพาะตลาดนี้พบว่ามีน้ำตาลทรายจำหน่ายในตลาดลดลง เนื่องจากคาด ว่าผู้ค้าน้ำตาลรอดูสถานการณ์และความชัดเจนของประกาศลอยตัวน้ำตาลอยู่ ทั้งนี้ ยังไม่พบการกักตุน และราคาจำหน่ายยังทรงตัว ไม่ปรับขึ้นเนื่องจากเป็นสินค้าควบคุม เรื่องสถานการณ์น้ำตาลและราคาใน ตลาดนั้นขณะนี้พบเพียงตลาดที่ลงตรวจ ส่วนทั่วประเทศเป็นอย่างไร ส่วนนี้กรมการค้าภายในเป็นผู้ติดตามความเคลื่อนไหวในตลาดต่อไป
          น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวว่า เมื่อราคาอาหารสดบางชนิดลดลง ทำให้ต้องติดตามต่อว่าจะมีผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อ) มากน้อยเพียงใดของเดือนธันวาคมนี้และรวมของทั้งปีนี้ โดยจะต้องติดตามดูราคาสินค้าของทั่วประเทศก่อนว่าเป็นอย่างไร ยังคาดว่าทั้งปีนี้เงินเฟ้อทั่วไปจะยังอยู่ในกรอบคาดการณ์ที่ 0.4-1.0%
          นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความผิดปกติของน้ำตาลทรายในตลาด ยังไม่พบการกักตุน และราคาไม่ได้ปรับขึ้น เพราะน้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุม ขณะเดียวกันกรมการค้าภายในมีสายตรวจติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากประชาชนพบเห็นความผิดปกติของการจำหน่ายสินค้าต่างๆ รวมถึงน้ำตาลทราย สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สายด่วน 1569 จะส่งสายตรวจติดตามตรวจสอบทันที
          ค้าปลีกมั่นใจช้อปปีใหม่คึกคัก
          นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย กล่าวถึงโครงการ "รวมใจ..เพิ่มสุข..ช้อปสนุก..ลดรับปีใหม่" ระหว่างวันที่ 14 ธันวาคม 2560-4 มกราคม 2561 รวม 22 วัน สินค้าที่จำหน่ายลดราคา 20-80% ซึ่งคาดว่าจะมีเงินสะพัดจากโครงการนี้ 35,000 ล้านบาท ว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีเงิน สะพัดถึงตามคาด เพราะช่วงส่งท้ายปีนี้จนถึงต้นปีใหม่คาดว่าคนจะออกมาใช้จ่ายอย่างคึกคัก แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาคนจะใช้จ่าย ตามมาตรการช้อปช่วยชาติแล้วก็ตาม เนื่องจากช่วงปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า คนได้รับโบนัสก็จะทำให้มีเงินมาจับจ่ายและผู้ประกอบการ ห้างมีการจัดโปรโมชั่นแข่งขันกันอย่างมากซึ่งจะช่วยดึงให้เกิดการจับจ่ายอีกทางด้วย
          นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารค้าปลีกเทสโก้ โลตัส กล่าวว่า คาดว่าการจับจ่ายช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของประชาชนในปีนี้จะคึกคักอย่างมาก เนื่องจากทางห้างและผู้ประกอบการจัดกิจกรรมทางการตลาด และโปรโมชั่นที่แข่งขันกันอย่างรุนแรง เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับจ่าย ประกอบกับประชาชนยังจับจ่ายอย่างต่อเนื่องจากช่วงที่มีมาตรการช้อปช่วยชาติ สำหรับสินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยมในช่วงท้ายปีจนถึงต้นปีหน้า เป็นสินค้ากลุ่มอาหารเพราะในช่วงนี้คนจะนิยมอยู่กับครอบครัวหรือเพื่อน ซึ่งจะมีการซื้ออาหารหรือวัตถุดิบทำอาหารไว้สังสรรค์ ในส่วนของห้างเองก็มีความพร้อมในการเตรียมสินค้าอุปโภคบริโภคไว้รองรับกับความต้องการของประชาชนที่มีมากขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งสินค้ามีเพียงพอ
          สมคิดย้ำกระจายรายได้เมืองรอง
          ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง โดยระบุว่า
          การท่องเที่ยวไม่ใช่อุตสาหกรรมเล็กๆ มีสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของจีดีพี ทุกคนรู้ดีว่าเมืองไทยมีความโดดเด่นเรื่องท่องเที่ยว แต่ประเด็นคือต้องขยายผลการท่องเที่ยวให้กระจายไปสู่ทุกคน ตามนโยบายลดการเหลื่อมล้ำด้วยการท่องเที่ยวของนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เช่น มีนักท่องเที่ยว 34 ล้านคน แต่ไปกระจุกที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต หากจะปล่อยไปตามกลไกธรรมชาติให้รายได้ค่อยๆ กระจายไปยังเมืองรองก็ได้ แต่ตอนนี้ต้องสร้างทางลัดให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด
          นายสมคิดกล่าวต่อว่า ปีหน้าต้องเน้นการยกระดับฐานราก เริ่มจากพื้นที่ ผลผลิต ความร่วมมือในชุมชน ผลักความก้าวหน้าเข้าไปยังเมืองรอง เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก แต่กลับไม่ได้มุ่งเน้นเป้าหมายลงไป ซึ่งต้องจัดลำดับความสำคัญ บางแห่งทำได้ทันที บางแห่งต้องใช้เวลา เช่น จ.เพชรบุรี มีวัดเก่าแก่มาก ขนมอร่อย แต่กลับเป็นเพียงทางผ่านที่ถูกลืม เทศบาลต่างๆ ต้องกลับไปคิดว่าจะทำอย่างไร หมู่บ้านไหนสามารถทำได้ต้องชี้เป้ามาให้ชัด
          เร่งลงมืออย่ารอมิชลินให้ดาว
          นายสมคิดกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ต้องฟื้นฟูและสร้างเรื่องราวเอกลักษณ์ในแต่ละชุมชนให้น่าสนใจ ต้องสร้างคุณค่าให้นักท่องเที่ยวเข้าไปยังแหล่งผลิต ซึ่งจะสามารถต่อ ยอดสร้างแหล่งท่องเที่ยวชุมชนได้อีกด้วย
          "อาหารไทยมีหลากหลาย ก็จัดทำให้มีคุณภาพกันเองเลย ไม่ต้องรอฝรั่งมามอบมิช ลินสตาร์ ถ้าเราเอาจริงเอาจัง ผมจะเอาประชารัฐเข้ามาช่วยทุกท่าน ถ้าจังหวัดไหนทำนำร่องก็จะมีจังหวัดอื่นทำตามเอง" นายสมคิดกล่าว และว่า ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน ตนดูแลหลายกระทรวง จะพยายามให้มีการเกื้อกูลกันและกันให้มากที่สุด ขณะนี้ไทยพ้นบ่วงอุปสรรคจาก 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว เมื่อไม่กี่วันก่อน สหภาพยุโรป (อียู) ก็ให้การยอมรับแล้ว เชื่อว่าจะเป็นสถานการณ์ที่ช่วยเอื้อประโยชน์ในอนาคตแน่นอน
          ด้านนายวีระศักดิ์กล่าวว่า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำหน้าที่ ได้เหลือพื้นที่ไว้ให้นโยบายของรองนายกฯสมคิดอยู่แล้ว หลังจากได้ฟังนโยบายในวันนี้ก็ได้คาดไว้แล้วว่าต้องสอดคล้องกับนโยบายที่ตั้งไว้ ทั้งเรื่องพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและชักชวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปยังชุมชน ซึ่งหากทุกคนร่วม มือกัน เราจะมีความสุขในฐานะเจ้าบ้านที่ดีแน่นอน
          ของขวัญกสทช.-ชายขอบใช้เน็ตฟรี
          ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการมอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีว่า กสทช.ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อบริการอินเตอร์เน็ตให้กับผู้มีรายได้น้อยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ของการดำเนินโครง การจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และ บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ โดยไม่เสียค่าบริการเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 ซึ่งในส่วนที่ กสทช.รับผิดชอบขณะนี้มีจำนวนประมาณ 3,920 หมู่บ้าน หรือ 607,000 ครัวเรือน โดยจะมีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์ ใช้บริการฟรีประมาณ 520,000 ครัวเรือน โดยที่ประชุม กสทช.ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช.กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของรัฐ
          "เราจะเปิดให้บริการใช้ฟรีร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในเดือนสิงหาคม ประชาชนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตฟรีได้โดยติดต่อผู้ประกอบการที่ดำเนินการขณะนั้น โดย กสทช.จะประสานงานกับกระทรวงการคลังในการจัดทำฐานข้อมูล ใช้เวลาประมาณ 7 เดือน จากนั้นจะ เปิดให้ประชาชนมาลงทะเบียนเปิดใช้บริการฟรีต่อไป" เลขาธิการ กสทช.กล่าว
          ช่วยเพิ่มรายได้ครัวเรือน
          นายฐากรกล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวใช้ งบประมาณ 4,683.73 ล้านบาท เป็นวงเงินเหลือจ่ายภายใต้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (พ.ศ.2555-2559) แต่ผลตอบแทนที่ประชาชนจะได้รับ โครงการดังกล่าวนี้จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนเมืองกับคนในพื้นที่ชายขอบ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน เช่น การรักษาแพทย์ทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง การสร้างองค์ความรู้ในด้านต่างๆ รวมถึงเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ ทั้งนี้ กสทช. ประเมินว่าหากครัวเรือนในพื้นที่ชายขอบซึ่งมีรายได้ ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน จะสามารถเพิ่มรายได้อีก 2,000 บาท เช่น การขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์โดยตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง
          "มองว่า 2,000 บาทที่เกิดขึ้นกับ 500,000 ครัวเรือนในแต่ละปีรัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณหมื่นกว่าล้าน เพราะฉะนั้นการดำเนินการส่วนนี้ นอกจากจะช่วยประชาชนผู้มีรายน้อย ลดความเหลื่อมล้ำ ยังทำให้การขับเคลื่อนของประเทศตรงจุดมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลได้เน้นในเรื่องนี้และมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชนในเขตพื้นที่ชายขอบ และประชาชนกลุ่มที่ในคำนิยามของกระทรวงการคลังประกาศว่าเป็นผู้มีรายได้น้อย" นายฐากรกล่าว