RSชูอาร์สยามหัวหอกธุรกิจเพลงลั่นปี61ฟาดรายได้พุ่ง250ล้าน

RS ย้ำเดินหน้าธุรกิจเพลงต่อเนื่อง ชี้เป็นต้นน้ำสำคัญช่วยต่อยอดธุรกิจในอนาคต กางแผนปี 2561 ชู “อาร์สยาม” เป็นหัวหอกหลัก ภายใต้คอนเซ็ปต์ "ดนตรีไร้ขอบ" มั่นใจทำเงิน 250 ล้านบาท
          นายสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ RS เปิดเผยว่าล่าสุดทางบริษัทได้ปรับแนวทางทำธุรกิจเพลงปี 2561 โดยจะ ชู "อาร์สยาม" แบรนด์เดียวทำตลาด ภายใต้คอนเซ็ปต์ "ดนตรีไร้ขอบ" พร้อมใช้กลยุทธ์ Artist Centric มองศิลปินเป็นคอนเทนต์รุกเพิ่มขีดความสามารถบริหารจัดการเพื่อสร้างรายได้ทุกมิติ เช่น รายได้งานโชว์ตัวตามคอนเสิร์ตและอีเวนต์ต่างๆ รวมไปถึงพรีเซ็นเตอร์สินค้า การแสดงทั้งละครและภาพยนตร์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการสตรีมมิ่งและดาวน์โหลดเพลงรวมถึงการจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลง
          สำหรับการทำธุรกิจเพลงในปัจจุบันไม่ได้มีความซ้ำซ้อน เพียงแต่ต้องมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจน จึงจะสามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ โดยประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก 1.มีความแม่นยำคัดสรรศิลปินที่มีศักยภาพมาทำงาน 2.สร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ใช่มาวางกลยุทธ์ทำตลาด 3.สื่อสารผลงานเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชัดเจนสอดรับกับไลฟ์สไตล์คนฟังเพลงในยุคนี้
          โดยปัจจุบันคนนิยมฟังเพลงออนไลน์โดยเฉพาะฟังเพลงผ่านสตรีมมิ่ง ซึ่งอาร์เอสเป็นบริษัทเพลงรายเดียวในเมืองไทยที่รุกปรับตัวก่อนใคร ทำให้เพลงยังเป็นธุรกิจที่มีรายได้สม่ำเสมอและทำกำไรแข็งแกร่งมาโดยตลอด อีกทั้งเพลงยังเป็นธุรกิจต้นน้ำสำคัญที่บริษัทมีความถนัดและทำได้ดี พร้อมกับช่วยส่งเสริมและต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ จึงไม่มีนโยบายจะยุติหรือยกเลิกทำธุรกิจเพลง
          นอกจากนี้ ทางบริษัทยังเริ่มประเดิมบิสิเนสโมเดลใหม่กับศิลปิน แบ่งเป็น 3 ซุปตาร์ดัง ได้แก่ ใบเตย, จ๊ะ, กระแต ที่เตรียมออกซิงเกิลทุกไตรมาส รวมไปถึงกลุ่มศิลปินดาวรุ่งอย่างธัญญ่า, ลาดา, ต้นข้าว, เพลง และบิว พงค์พิพัฒน์ และกลุ่มศิลปินที่จะมีผลงานต่อเนื่อง ได้แก่ แมน มณีวรรณ, ลาล่า-ลูลู่, บิว กัลยาณี เป็นต้น จึงคาดว่าในปี 2561 จะมีซิงเกิลรวมกันไม่ต่ำกว่า 40 เพลงส่วนศิลปินกลุ่มที่เหลือมีแผนจะคืนสัญญา และบริษัทยังพร้อมเตรียมเปิดตัวโลโก้ใหม่เจาะกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย
          โดยจะทยอยเห็นผลงานภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้ นอกจากนี้ยังมีแผนจับมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทำกิจกรรมการตลาดต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อรุกขยายช่องทางการรับฟังเพลงครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด จากปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์ครบถ้วน ทั้งในแง่โอเปอเรเตอร์มือถือ ได้แก่ ดีแทค เอไอเอส ทรู และในแง่แพลตฟอร์มอย่าง YouTube, LINE TV, JOOX, Spotify จึงคาดว่าหลังการปรับโมเดลปีหน้าจะมีรายได้ 250 ล้านบาท