เกาะเทรนด์ที่อยู่อาศัย 4.0 ค่ายอสังหารุกหนักนวัตกรรมบ้าน

 อรวรรณ จารุวัฒนะถาวร
          ที่อยู่อาศัย 4.0 ค่ายอสังหารุกหนักนวัตกรรมบ้าน
          >>ตลอดปี 2560 เทรนด์ด้านที่อยู่อาศัยมี การเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างชัด ทั้งนี้ ดีเวลอปเปอร์ต่างนำทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการ ที่สำคัญคือการสร้างความแตกต่างรวมทั้งสนองตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัยในการอยู่อาศัย
          ล่าสุดบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ได้เปิดตัวโครงการใหม่ "ไอดีโอ โมบิ พระราม 4" ซึ่งนอกจากทำเลที่โดดเด่นตั้งอยู่ระหว่าง 2 ซีบีดีกรุงเทพฯ คือ สีลมและอโศก อีกทั้งติดกับสถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีสถานีคลองเตยแล้ว
          โครงการนี้เป็นครั้งแรกที่มีการนำนวัตกรรม Solar Fresh Air System มาใช้กับคอนโดมิเนียม ในประเทศไทย และเป็นรายแรกที่นำเทคโนโลยีการ นำเสนอโครงการในแบบ Hologram 4D Model ให้สัมผัสประสบการณ์เยี่ยมชมโครงการรูปแบบใหม่ โดยนำ Digital Model มาใช้ ซึ่งโมเดลโครงการใน รูปแบบ 4D จะให้ความลึก ตื้น เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น 360 องศา โดยใช้ระบบ Mapping Theater ทั้ง 3 ด้าน ทำให้สามารถดูทิวทัศน์จริงรอบโครงการได้อย่างรอบด้าน ตอบย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตในการอยู่อาศัยของคนเมืองหรือ UrbanTech
          สำหรับ I-4D เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่เคยมีที่ไหนใช้มาก่อน โดยทาง DEC ได้นำเอาข้อดี ของ 4D Hologram และ Interactive Mapping Wall มา Integrate รวมกัน ทำให้ USER สามารถดูตึกที่ลอยอยู่บนอากาศได้ตลอดจนได้คอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็นวิว ฟังก์ชั่นและฟิวเจอร์ของโครงการผ่านผนังทั้ง 3 ด้าน
          ส่วนระบบ Smart Solar Fresh Air ที่จะทำให้การอยู่ในห้องคอนโดมิเนียมสบายมากขึ้น เพราะมีการถ่ายเทอากาศอัตโนมัติ ด้วยระบบระบายอากาศภายในห้องพักที่ใช้พลังงาน โดยไม่ต้องกังวลกับค่าไฟฟ้าที่จะสูงขึ้นเพราะมาพร้อมกับระบบโซลาร์เซลล์ที่มีการแสดงผลและประเมินการใช้พลังงาน
          ทั้งนี้ โครงการไอดีโอ โมบิ พระราม 4 เป็นคอนโดมิเนียมสูง 36 ชั้น 1 อาคาร 486 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,054 ล้านบาท ขายเริ่มต้น 5.99 ล้านบาท โดยจะเปิดพรีเซลในวันที่ 2 ธ.ค.นี้
          ขณะที่บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ก็ได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มแห่งการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ "Baan Rue Jai Platform" (บ้านรู้ใจ) ซึ่งรวมเอาอินโนเวชั่นและโซลูชั่นที่พัฒนาโดยบริษัทและพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาไว้ด้วยกันเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยในการอยู่อาศัยมากขึ้น
          อย่างไรก็ดี เฟสแรก เอสซีฯ ได้ร่วมมือโครงข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลคุณภาพสูงจากเอไอเอส ทำให้แพลตฟอร์ม "บ้านรู้ใจ" สมบูรณ์โดยใช้เทคโนโลยีครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน คือ IoT  Big Data  Cloud Computing และ AI ซึ่งจะกลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงพร้อมเติบโตได้อย่างไร้ขีดจำกัดร่วมไปกับการพัฒนาของเมืองในอนาคต
          สำหรับฟีเจอร์แรกของบ้านรู้ใจ สมาร์ทโฮม เป็นระบบที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านผ่านอินเทอร์เน็ต ด้วยการนำเทคโนโลยี IoT ที่ปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างก้าวล้ำเข้ามาช่วยตรวจสอบและประเมินผล เพื่อ อำนวยความสะดวกการใช้งานภายในบ้านผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นโดยสามารถควบคุมและสั่งการอัตโนมัติ พร้อมตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ขณะเมื่ออยู่นอกบ้าน ได้แก่ ระบบสัญญาณกันขโมย การเปิด-ปิดไฟ เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น นอกจากนี้ความพิเศษสุดของการใช้งานคือการดูแลหลังการขายซึ่งเอสซีฯ มีความพร้อมด้วยทีมงานมืออาชีพที่พร้อมช่วยเหลือดูแลลูกค้า ตามมาตรฐานตลอด 24 ชั่วโมง
          อย่างไรก็ดี ถือเป็นก้าวสำคัญของเอสซีฯ ที่จะ "Re-invent" ธุรกิจจากการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่การเป็น "Living Solutions Provider" ผู้ส่งมอบสินค้าบริการโซลูชั่น และนวัตกรรมที่ครอบคลุมชีวิตทุกด้านของผู้อยู่อาศัย โดยทั้งจะนำร่องยังโครงการใหม่ เดอะเจนทริ พระราม 9 วิลล่าหรู 3 ชั้นก่อน และในอนาคตเอสซีฯ มีแผนที่จะร่วมสร้างนวัตกรรมและโซลูชั่นใหม่ๆ กับพันธมิตรอื่นๆ อีกด้วย
          ด้านบริษัท แสนสิริ ล่าสุดได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท ซี-โพส พัฒนานวัตกรรมใหม่ผนังพรีคาสต์แบบลดความร้อนสำเร็จรูปครั้งแรกในไทย ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยประหยัดพลังงานจากผนัง แบบเดิม ได้ราว 60% ต่อเดือน และลดความร้อนลงจากผนังแบบเดิม 3 องศาเซลเซียส โดยแสนสิริมีแผนติดตั้ง 20 โครงการภายใน 5 ปี นำร่องโครงการแรกที่คอนโดมิเนียม ทากะ เฮาส์ ซอยเอกมัย 12 ในต้นปี 2561
          เรื่องของนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านที่อยู่อาศัยนี้เชื่อว่า บรรดาดีเวลอปเปอร์จะต้องนำมาต่อยอดกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นเรื่อย เมื่อโลกหมุนเร็ว และเข้าสู่โหมดดิจิทัลอย่างเต็มตัว อสังหาฯ ในยุค 4.0 จึงต้องก้าวตามให้ทัน

          คอนโดติดศูนย์การค้าฮอต
          >>สำหรับเทรนด์ที่อยู่อาศัยในภูมิภาคในปี 2560 นั้น สิ่งที่เห็นชัดคือ ผู้บริโภคเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในทำเลที่ตอบโจทย์ความต้องการโดยเฉพาะเรื่องของความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น อย่างเช่น เลือกซื้อที่อยู่อาศัยติดกับห้างสรรพสินค้า หรือในย่านซีบีดีในเมือง เป็นต้น
          ทั้งนี้ ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมในต่างจังหวัดกำลังซื้อเริ่มกลับมาในหลายพื้นที่ ซึ่งความต้องการอสังหาริมทรัพย์ยังมีอยู่มากเช่น โคราช ที่โตสวนทางเศรษฐกิจที่ทรงต้ว ประกอบกับผู้ซื้อเป็นกลุ่มเรียลดีมานด์และเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น มีความเป็นไลฟ์สไตล์ขณะเดียวกันยังมีความต้องความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคอนโดมิเนียมติดศูนย์การค้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการทั้งกลุ่มที่ซื้ออยู่เองและลงทุนปล่อยเช่า อย่างเช่น โครงการเอสเซ็นท์ นครราชสีมา ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ซีพีเอ็นเรสซิเดนซ์ มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท
          ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นมิกซ์ยูสใหญ่ที่สุดในภาคอีสาน โดยมีทั้งศูนย์การค้า โรงแรม ศูนย์ประชุม คอนโดมิเนียม ไว้ในที่เดียวกัน เป็นอาคารพักอาศัยที่มีความสูง 22 ชั้น และ 17 ชั้น ถือว่าเป็นอาคารสูงโครงการแรกใน จ.นครราชสีมา ที่มียอดจองเต็ม 100% ภายใน 4 วัน ทั้งนี้จะเริ่มก่อสร้างช่วงต้นปี 2561 พร้อมโอนภายในปี 2562
          พร้อมกันนี้ได้พัฒนาต่อเนื่องกับการเปิดตัวอีก 2 โครงการใน 2 ทำเลคือ โครงการเอสเซ็นท์ วิลล์ เชียงราย ที่ตั้งโครงการจะอยู่ตรงทางเข้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เชียงราย ฝั่งถนนพหลโยธิน (สายเก่า) เป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 2 อาคาร ประมาณ 320 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.49 ล้านบาท ซึ่งได้มีการเปิดพรีเซลไปแล้วเมื่อกลางเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา
          นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดพรีเซลโครงการเอสเซ็นท์ วิลล์ เชียงใหม่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ เป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 2 อาคาร ประมาณ 450 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.95 ล้าน ซึ่งจะเปิดจองใน วันที่ 2-3 ธ.ค.นี้
          จุดเด่นของโครงการนอกจากทำเลที่เป็นต่อแล้ว ภายในโครงการยังเพิ่มนวัตกรรมการออกแบบโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว และความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัยเป็นหลัก ด้วย Smart Function Smart Fix และ Smart Safety คือ การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ภายในห้องแบบ Multi-function สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความต้องการของ ผู้อยู่อาศัย เช่น ชั้นวางทีวีหมุนได้ ที่สามารถใช้งานทีวีเครื่องเดียว ได้ทั้งจากห้องนั่งเล่น และห้องนอน
          ขณะเดียวกันได้ออกแบบระบบการซ่อมบำรุงพื้นที่ต่างๆ ภายในห้อง ให้สามารถตรวจและซ่อมบำรุงได้จากภายในห้องพัก ไม่ต้องเปิดฝ้าเพดานห้องพัก ชั้นล่างเหมือนกับคอนโดมิเนียมทั่วไป นอกจากนี้แม้จะเป็นคอนโดมิเนียมแบบโลว์ไรส์แต่ได้เพิ่มระบบรักษาความปลอดภัยเหมือนคอนโดมิเนียมไฮไรส์ด้วยการ ติดตั้งหัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkle) เพื่อระงับเหตุอัคคีภัยภายในห้องพักอาศัย
          พร้อมกับการสร้างสังคมการอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพในแบบวันสต็อปไลฟ์สไตล์ เดสติเนชั่น และทำเลยุทธศาสตร์ ประกอบกับการตลาด แบบโลคัล ทัชพอยต์ (Local Touchpoint) ที่เน้นการเข้าถึงและเข้าใจ เนื่องจากลูกค้ายังมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจน้อยและไม่คุ้นเคยกับการอยู่อาศัยในคอนโด ทั้งนี้ได้มีการให้ข้อมูลกับลูกค้าแบบตัวต่อตัว
          รวมทั้งยังได้ให้คำแนะนำให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการอยู่อาศัยในอาคารแนวสูงและการใช้พื้นที่ส่วนร่วมแบบคอมมอนแอเรีย พร้อมเสริมแนวคิดการลงทุนระยะยาว สร้างรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งเสริมการออม ให้กับลูกค้าและนักลงทุนรุ่นใหม่ในต่างจังหวัดเป็นต้น
          อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า ความสำเร็จที่จะเจาะและชิงแชร์ตลาดในภูมิภาคคงไม่ใช่การขายอสังหาฯ แบบเดิมๆ อีกต่อไป ดังนั้นกลยุทธ์ของซีพีเอ็นเรสซิเดนซ์ คือจุดขายที่จะจุดประกายและส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงเทรนด์การอยู่อาศัยในภูมิภาคในระยะอันใกล้นี้