"เทนเซนต์"ยักษ์เอเชียรายแรกติดท็อป 5 บริษัทใหญ่ของโลก

 บริษัทเทคโนโลยีของจีนสร้าง ชื่อเสียงขึ้นมาเทียบชั้นบริษัทจาก ตะวันตก และมีพัฒนาการยกระดับ ขึ้นมาเรื่อย ๆ เมื่อไม่นานมานี้ คนทั่วโลก คุ้นหูกับชื่อ "อาลีบาบา" ของ แจ็ก หม่ามากที่สุด หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก และทำสถิติหุ้นไอพีโอที่มีราคาเพิ่มขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในการซื้อขายวันแรก
          ล่าสุดนี้บริษัทไอทีจากจีน อย่าง "เทนเซนต์" (Tencent) ซึ่งเป็นที่รู้จักดี ในนามผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย "วีแชท" (WeChat) ดูเหมือนทำสถิติฮือฮายิ่งกว่า อาลีบาบา ในสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย 2 สถิติด้วยกัน
          โดยในวันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน ทำสถิติเป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่มีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เกิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ใกล้เคียงกับมาร์เก็ตแคปของ "เฟซบุ๊ก" เมื่อราคาหุ้นของเทนเซนต์ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ราคาพุ่งขึ้น ไปอยู่ที่หุ้นละ 420 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 53.76 ดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้มูลค่าโดยรวมไปอยู่ที่ 3.99 ล้านล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 5.107 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อปิดตลาด ส่วนเฟซบุ๊ก อยู่ที่ 5.2014 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ อเมซอน 5.4446 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
          และมาร์เก็ตแคปของเทนเซนต์ยังมากกว่าบริษัทอีคอมเมิร์ซ อาลีบาบา ซึ่งอยู่ที่ 4.7415 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
          ถัดจากการทำสถิติเป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่มาร์เก็ตแคปเกิน 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว เทนเซนต์ยังทำสถิติใหม่ในวันที่ 21 พฤศจิกายน เมื่อราคาหุ้นขยับขึ้นไปเป็น 439.6 ดอลลาร์ฮ่องกง ทำสถิติใหม่ในช่วงระหว่างชั่วโมงซื้อขาย ทำให้มาร์เก็ตแคปเพิ่มขึ้นไปที่ 5.345 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นแซง เฟซบุ๊ก ซึ่งอยู่ที่ 5.194 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้เทนเซนต์กลาย เป็นบริษัทเอเชียรายแรกที่ติดท็อป 5 บริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก โดยอันดับหนึ่งเป็นของแอปเปิล ตามมาด้วย อัลฟาเบต (บริษัทแม่กูเกิล) ไมโครซอฟท์ อเมซอน และเทนเซนต์ หลังจากที่เขี่ยเฟซบุ๊กตกไป
          เทนเซนต์เข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ฮ่องกง เมื่อปี 2547 ด้วยราคา หุ้นละ 3.70 ดอลลาร์ฮ่องกง จากนั้นราคาเพิ่มขึ้นกว่า 11,000%  เฉพาะปีนี้ ราคาปรับขึ้นแล้ว 126.69%
          ธุรกิจหลักของเทนเซนต์มีทั้ง "วีแชท" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแบบออล-อิน-วัน ให้บริการทั้งแชตและจ่ายเงินออนไลน์ มีผู้ใช้ บริการมากกว่า 1,000 ล้านราย และเกม บนสมาร์ทโฟนที่เทนเซนต์เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัทซูเปอร์เซลล์ของฟินแลนด์ ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเกมยอดนิยม "แคลช ออฟ แคลนส์" ซึ่งเฉพาะไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ธุรกิจกลุ่มนี้สร้างรายได้ให้กับบริษัทมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 67% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์
          แม้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่แต่เทนเซนต์ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักนอกประเทศจีน มากนัก โดยเฉพาะในอเมริกา ดังนั้น เทนเซนต์จึงพยายามขยายธุรกิจ ออกนอกประเทศ โดยได้เข้าลงทุนในบริษัทเทสลา ผู้ผลิตรถไฟฟ้า และสแนป (Snap) โซเชียลมีเดียชื่อดังในสหรัฐ  ทั้งยังเข้าไปลงทุนในสตาร์ตอัพหลายกิจการในเอเชีย หนึ่งในนั้นคือ "โอลา" ในอินเดีย ซึ่งเป็นคู่แข่งอูเบอร์
          นักวิเคราะห์มีมุมมองเป็นบวกต่อ เทนเซนต์ โดยบาร์เคลย์ปรับราคาเป้าหมายของเทนเซนต์จาก 49 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 59 ดอลลาร์สหรัฐ เพราะรายได้โฆษณา รวมทั้งจากโมบายเกมจะเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง การจัดวางกลยุทธ์ธุรกิจที่จะสร้างรายได้อย่างหลากหลาย
          ในสนามของตลาดจ่ายเงินออนไลน์ "วีแชทเพย์" กับ "อาลีเพย์" ของอาลี บาบา ต่างแข่งกันขยายตลาดในระดับโลก แม้ว่าขณะนี้บริการจะจำกัดอยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันอาลีเพย์ให้บริการใน 34 ประเทศ และวีแชทเพย์ ให้บริการใน 13 ประเทศ แต่นักวิเคราะห์มองว่าทั้งสองบริษัทมีเป้าหมายต่างกัน โดยอาลีเพย์ต้องการสร้างระบบจ่ายเงินระดับโลก แต่วีแชทเพย์เพียงต้องการเพิ่มจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการ (ทราฟฟิก) วีแชทมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้โฆษณา