แตะเบรกหุ้นดีแทค ปมคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์

รมย์รัมภา เริ่มรู้
          กรุงเทพธุรกิจ
          นับว่าเป็นปีแห่งความยากลำบากของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC  ที่ต้องเผชิญปัญหารอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขัน การสูญเสียฐานลูกค้าในกลุ่มเติมเงิน ส่วนแบ่งทางการตลาดที่ลดลง และผลประกอบการที่ปรับตัวลดลงทั้งรายได้และกำไร
          ทางบริษัทพยายามที่จะแก้เกมด้วยการดึงดาราดังระดับซุปตาร์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อดึงความสนใจจากลูกค้า การให้บริการ Line Mobile ซึ่งร่วมกับบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้บริการเฉพาะลูกค้าของดีแทค ในอัตราเริ่มต้นที่ 125 บาทต่อเดือน
          ล่าสุดยังได้มีการเพิ่มคลื่นความถี่ ในมือเพื่อรองรับความต้องการใช้ด้านดาต้าที่เติบโตขึ้นตลอดเวลา และรองรับคลื่น ที่ใกล้หมดอายุสัปทานที่มีอยู่ในมือ ทั้ง 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ภายในเดือน ก.ย. 2561
          ด้วยการเช่าคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ จาก บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในอัตรา 4,510 ล้านบาทต่อปี ได้ลงนาม ข้อตกลงช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา และกลายเป็น ประเด็นที่กลับมามีผลต่อการลงทุนในหุ้นดีแทคจากการร้องเรียกว่าเป็นการใช้คลื่นผิดสัญญา และอาจจะขัดกับกฎหมาย
          ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) จึงได้เรียกให้ทางดีแทค  เข้ามาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว ในวันที่ 27 พ.ย. นี้ จากนั้นจึงจะนำเข้าบอร์ดเพื่อพิจารณาในวันที่ 6 ธ.ค. นี้
          นอกจากนี้ยังแฝงไปด้วยความกังวลใจ ในการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ใหม่ในปีหน้าจะรุนแรงเหมือนกับการประมูลในปี 2559 ด้วยหรือไม่ ด้วยปัจจุบันดีแทค เป็นรายเดียวในกลุ่มผู้ประกอบการทั้ง3ราย ที่มีความต้องการคลื่นใหม่มากที่สุด
          จากคลื่นในมือที่จำนวน 50 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อหมดอายุสัมปทานในปีหน้านั้นคิดเป็นจำนวนถึง 35 เมกะเฮิรตซ์ที่หายไป เหลือเพียง 15 เมกะเฮิรตซ์เพื่อให้บริการลูกค้า ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอกับฐานลูกค้าทั้งหมด 23 ล้านเลขหมาย
          หากราคาประมูลคลื่นใหม่เป็นไปตามที่กสทช. ประกาศ คือเริ่มต้นประมูลที่ 37,000 ล้านบาท อายุสัมปทานที่ 15 ปี เท่ากับการประมูลในรอบก่อน ดังนั้นน่าจะเห็นการแข่งขันด้านเคาะราคาไม่แตกต่าง กันเท่าไร
          ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ 3 ผู้ประกอบการ หลักที่มีทีท่าจะเข้าร่วมประมูลด้วยแล้ว ม้ามืดที่น่าจับตาและจะเข้ามาดึงราคาเคาะประมูลให้สูงขึ้น คือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ที่พลาดได้คลื่นไปครองด้วยเงื่อนไขปัญหาทางการเงินกับพันธมิตรที่ประเทศจีน
          เมื่อย้อนดูราคาหุ้นของดีแทคก็พบว่าปรับตัวลดลงรับข่าวในช่วงนี้ค่อนข้างแรง โดยราคาหุ้นวันนี้ปิดที่ 42 บาท (24 พ.ย.) ลดลง 0.50 บาท เปลี่ยนแปลง1.18%  เมื่อย้อนหลังในช่วง 1 สัปดาห์ราคาหุ้นลดลงมาแล้ว 8.20 % และในรอบ 1 เดือนราคาลดลง 11.26 %
          บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ คาดแนวทางที่จะเกิดขึ้นจากคลื่น 2300 เมกะเฮิตรซ์ ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยที่จะออกมาว่าเป็นการใช้คลื่นผิดวัตถุประสงค์ และดีแทค จะไม่สามารถใช้คลื่นนี้เลย ดังนั้นกรณี ร้ายแรงสุด คือดีแทค ไม่สามารถใช้คลื่นเพื่อบริการด้านวอยซ์ได้ แต่ยังให้บริการด้านดาต้าได้อยู่ซึ่งเชื่อว่ามีโอกาสเกิดขึ้นแค่ 15 %
          หากเกิดขึ้นจริงจะกดดันดีแทค ต้องบริหารจัดการหาคลื่นความถี่ในส่วนของวอยซ์ ส่งผลทำให้มีความต้องการประมูล คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในปีหน้าไม่แตกต่างจากเดิม ดังนั้นก่อนที่จะมีการตัดสินเรื่องดังกล่าวก่อนวันที่ 6 ธ.ค คาดว่าราคาหุ้นจะมีความผันผวนสูง จึงแนะนำ ถือลงทุน ที่ ราคาเป้าหมาย 50 บาท
          บล.โกลเบล็ก ตั้งสมมุติฐานไว้สองกรณี คือกรณี ที่ 1 สัญญาดังกล่าวถูกต้องตามมติที่ประชุม และไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย ตามมาตรา 46  ซึ่งส่งผลให้ดีแทค คลายความกังวลจากการหมดสัญญาสัมปทานคลื่นในปีหน้า แต่จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากค่าสัญญาเช่าคลื่นกับ ทีโอที มากดดันผลประกอบการตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1 ปี2561 เป็นต้นไป
          กรณีที่ 2 สัญญาไม่ได้รับรองตาม ที่ประชุม ส่งผลทำให้ดีแทค เจอแรง กดดันต้องหาคลื่นมาบริการทดแทน ทำให้ต้องประมูลคลื่นความถี่ใหม่ในปีหน้า  ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นราวเดือน พ.ค. 61 หลังมีการสรรหาคณะกรรมการจัด การประมูลช่วงเดือนม.ค. 61 แล้วเสร็จ จึงแนะนำ เก็งกำไร เมื่อปัญหาคลื่น 2300 คลี่คลายไปในทางบวก