DTACส่อเคว้งยาวปีหน้า กสทช.กังขาหลายเรื่อง เรียก TOT แจงคู่ค้าคลื่น 2300 วันที่ 27 พ.ย.นี้

คณะอนุฯกลั่นกรองกสทช.กังขาหลายเรื่อง เรียก TOT ชี้แจงร่างสัญญาคู่ค้ากับ DTAC ให้บริการ 4G LTE-TDD บนคลื่น 2300 MHz วันที่ 27 พ.ย.นี้ ก่อนชงเข้าบอร์ดกสทช.พิจารณาวันที่ 6 ธ.ค. 60 พร้อมสั่ง DTAC ปรับปรุงบริการไลน์โมบาย
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของกสทช.ด้านโทรคมนาคม ได้พิจารณาร่างสัญญาคู่ค้าระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ในการให้บริการ 4G LTE-TDD บนคลื่นความถี่ 2300 MHz แต่ยังมีประเด็นข้อสงสัยในหลายเรื่อง จึงมีมติให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT เข้ามาชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการฯ ในประเด็นต่างๆ ในวันที่ 27 พ.ย. 2560 จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้จากการชี้แจงของ TOT นำเสนอต่อที่ประชุม กสทช.เพื่อพิจารณา ในวันที่ 6 ธ.ค. 2560 ต่อไป
          “เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2560 ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ TOT ได้มายื่นเรื่องร้องเรียนกรณีคลื่น 2300 MHz กับทางสำนักงาน กสทช.ซึ่งในเรื่องคลื่น 2300 MHz สำนักงาน กสทช.ได้บรรจุวาระให้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช.ด้านโทรคมนาคม พิจารณาในช่วงเช้า เพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุม กสทช.ต่อในคราวเดียวกัน แต่คณะอนุกรรมการฯ มีประเด็นข้อสงสัยในหลายเรื่อง จึงมีมติให้ TOT เข้ามาชี้แจงในวันที่ 27 พ.ย.นี้ เวลา 13.00 น.” นายฐากร กล่าว
          โดยประเด็นข้อสงสัยที่ให้ TOT เตรียมเอกสารมาให้พร้อมเพื่อชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการฯ ได้แก่ การนำคลื่นดังกล่าวไปใช้งานเป็นไปตามมติที่ประชุม กทค.ที่อนุมัติให้ TOT ปรับปรุงการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 2300 MHz จำนวน 60 MHz เพื่อนำไปใช้งานBroadband Wireless Access ไปเมื่อปี 2558 จนถึงปี 2568 หรือไม่ และขัดแย้งกับมาตรา 46 ของ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม หรือไม่
          นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบรายงานผลการศึกษาของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการให้บริการไลน์โมบาย (Line Mobile) โดยเห็นว่าการให้บริการไลน์โมบายเป็นการให้บริการโดยบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด บริษัทย่อยของ DTAC ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 ของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด มิใช่เป็นการให้บริการโดยบุคคลอื่น หรือบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด จึงถือว่ายังไม่เข้าข่ายเป็นผู้ให้บริการมือถือที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง (MVNO)
          ขณะเดียวกัน มอบหมายให้สำนักงาน กสทช.มีหนังสือแจ้งให้บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงการให้บริการไลน์โมบายให้เป็นไปตามกฎหมาย และประกาศของ กสทช ในเรื่องการลงทะเบียนผู้ใช้บริการ (ซิมการ์ด) ให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามมาตรฐานกระบวนการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้บริการ และดำเนินกระบวนการโอนย้ายเลขหมายสำหรับผู้ใช้บริการของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ให้มีลักษณะดังเช่นการเปลี่ยนแพ็กเกจภายในบริษัทเดียวกัน ไม่ใช่การย้ายค่ายเบอร์เดิม รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมการให้บริการเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจโดยชัดแจ้งว่า บริการไลน์โมบายเป็นการให้บริการของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด
          ทั้งนี้ หากบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงในเรื่องดังกล่าว ให้ดำเนินมาตรการบังคับทางปกครองแก่บริษัทต่อไป และมอบหมายให้สำนักงาน กสทช. ติดตามและรายงานผลต่อ กสทช. เป็นระยะๆ ทุก 1 เดือน และให้สำนักงาน กสทช.ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงการให้บริการไลน์โมบายอย่างใกล้ชิด หากปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าการให้บริการไลน์โมบายอาจจะเข้าข่ายเป็นการให้บริการในลักษณะ MVNO ให้รีบรายงานให้ กสทช. ทราบเพื่อพิจารณาต่อไป
          นอกจากนี้ ที่ประชุมกสทช.ได้พิจารณาแนวทางการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) จำนวนประมาณ 15,732 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ช่วงที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มอบหมายให้ TOT ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันในพื้นที่ 24,700 หมู่บ้าน โดยมีมติเห็นชอบให้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดำเนินการในพื้นที่ Zone C ตามขอบเขตงานและเงื่อนไขเช่นเดียวกับโครงการเน็ตประชารัฐที่กระทรวงดิจิดัจฯ มอบหมายให้ TOT ดำเนินการโดยมีระยะเวลาการสนับสนุนการให้บริการ 1 ปี ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณไม่เกิน 3,283.155 ล้านบาท และให้ กสทช.โอนเงินไว้ให้แก่กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดำเนินการต่อไป
          ส่วนกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่รับดำเนินการ ให้สำนักงาน กสทช.เร่งดำเนินการจัดประกวดราคาเพื่อจัดให้มีการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล (Zone C) ตามขอบเขตและเงื่อนไขเดียวกัน เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนในพื้นที่เป้าหมายสามารถเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและ Wi-Fi สาธารณะได้ครบทุกหมู่บ้านภายในสิ้นปี 2561