สมรภูมิสตรีมมิ่งOTTดุเดือดรายใหม่เจ้าของคอนเทนต์ปั้นแอปชนยูทูบ

สตรีมมิ่งวิดีโอคึกคัก รายใหญ่จากต่างประเทศ "Twitch" รุกหนักตลาดไทย  หน้าใหม่-เจ้าของคอนเทนต์แห่ท้าชนยูทูบ ทั้ง "โอทีวี" ผนึกกำลังแกรมมี่ผุด OMU แอปดูมิวสิกวิดีโอขยายฐานคนดู พร้อมจ่ายยอดวิวให้สูงกว่ายูทูบ แถมสะสมแต้มดึงผู้ใช้ ฟาก GMM ชี้ปูพรมส่งออนไลน์ทุกช่องทางคือทางรอดธุรกิจยุคนี้ ขณะที่ละครลอตใหม่ "ช่อง 3" เริ่มอัพขึ้น mello.me ก่อนยูทูบแล้ว
          นายณดล ธัญญากรดิลก กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท โอทีวี จำกัด (OTV) เปิดเผย ว่า ตลาดการให้บริการคอนเทนต์ ออนไลน์ (Over The Top : OTT) แข่งขันสูง แต่ละรายพยายามจะหาจุดต่างดึงดูดผู้ใช้บริการ ซึ่งมีทั้งให้บริการแบบฟรีทูแอร์ ที่เน้นสร้างฐานผู้ชมสร้างรายได้จากโฆษณา และการให้บริการ คอนเทนต์ออนดีมานต์แบบเพย์ทีวี
          "รายใหญ่ต่างประเทศเข้ามามากและกำหนดค่าบริการที่ต่ำ ก็เป็นทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ และช่วยดันให้ตลาดโต แต่ผู้บริโภคไทยยังชินกับการดูฟรี"
          ในส่วนโอทีวี เริ่มให้บริการมาแล้ว 4 ปี ด้วยการช่วยพัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์ม VDO Content Network กับภาคธุรกิจ (B2B) มีพันธมิตรในส่วนนี้แล้ว 200 ราย อาทิ  Samsung playback MThai ThaiTV DooTV Max
          กลยุทธ์แตกต่าง-เสริม Big Data
          โอทีวีใช้กลยุทธ์ที่ต่างจากยูทูบ ที่หาคอนเทนต์มาไว้บนหน้าจอตัวเองเพื่อรอ ผู้บริโภคมาเลือกดู แต่โอทีวีจะเอาคอนเทนต์ ไปกระจายใส่ไว้ตามแพลตฟอร์มพาร์ตเนอร์เพื่อเพิ่มช่องทางให้เข้าถึงคนดูให้มากที่สุด ขณะที่มีคอนเทนต์โพรไวเดอร์ทั้งในและต่างประเทศเป็นพันธมิตร  ครอบคลุมทั้งละคร ข่าว มิวสิก วิดีโอ วาไรตี้ ฯลฯ ทำให้มียอดผู้ใช้งานกว่า 17 ล้านคนต่อเดือน 82.7% อายุระหว่าง 18-44 ปี เป็นเพศหญิง 65% เป็นคนกรุงเทพฯ 45% รองลงไปอยู่ในภาคกลาง 29%
          อีกจุดเด่นคือเป็นรายแรกในไทยที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคโนโลยี Big Data เจาะผู้ใช้งานแยกย่อยได้ถึงระดับพิกัดที่อยู่ ไม่ใช่แค่เพศหรืออายุ เพื่อให้เอเยนซี่โฆษณาหรือแบรนด์ต่าง ๆ ส่งแคมเปญโฆษณาได้ตรงเป้าหมายที่สุด ซึ่งกำลังจะต่อยอดไปสู่การสร้างกิจกรรมต่อเนื่องให้กับแบรนด์ต่าง ๆ
          ล่าสุดได้เปิดตัวแอปพลิเคชั่น "OMU" สำหรับดูมิวสิกวิดีโอออนไลน์ที่รวบรวมจากกว่า 20 ค่ายเพลง ซึ่งมี บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เป็นพาร์ตเนอร์รายใหญ่นำ มิวสิกวิดีโอยอดนิยมมากกว่า 5,000 เพลง มาไว้ในแอปนี้ และมีฟังก์ชั่นที่รองรับพฤติกรรมของผู้บริโภค  ที่สำคัญคือสะสมแต้มจากการดูมิวสิกวิดีโอเพื่อนำไปแลกของรางวัลต่าง ๆ ได้ อาทิ บัตรกำนัลสตาร์บัคส์ โทรศัพท์มือถือ
          "โมเดลธุรกิจของ OTV และ OMU จะ win-win ทั้งเอเยนซี่โฆษณาและเจ้าของแบรนด์ที่ได้โปรโมตตรงกลุ่ม เป้าหมาย วัดผลได้ชัดเจน และแบ่ง รายได้ให้กับทั้งเจ้าของคอนเทนต์ Publisher ที่เป็นพันธมิตรให้ตามยอดวิว และจ่ายให้สูงกว่าที่ยูทูบให้ด้วย ขณะที่ผู้ชมนอกจากจะดูฟรีก็ได้ส่วนแบ่งคืนกลับไปในรูปแต้มสะสมแลกของรางวัลด้วย โดยจะเริ่มสะสมแต้มได้ตั้งแต่ ธ.ค.นี้"
          เป้าหมายจากการเปิดตัว OMU หวังว่า ณ สิ้นปีนี้จะมียอดดาวน์โหลด 3-5 แสนราย สิ้นปี 2561 น่าจะได้ถึง 5 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้ชมบนแพลตฟอร์มของ OTV ทั้งหมดน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
          ทั้งมีแผนจะบริการในกัมพูชาปลายปีนี้ และขยายไปเมียนมาในปีหน้า ตามด้วยอินโดนีเซียและมาเลเซีย
          กระจายให้ถึงผู้ชมมากที่สุด
          ด้านนายภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บมจ.จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กล่าวว่า นโยบายของแกรมมี่คือหาช่องทางใหม่ ๆ ในการเข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีพาร์ตเนอร์ส่วนนี้ 7-8 รายแล้ว
          "ทิศทางโลกไปทาง OTT สตรีมมิ่งวิดีโอ คนไทยกว่า 80% ก็ยังนิยมดูคอนเทนต์ของคนไทยเอง และไม่ได้เลือกดูเฉพาะแพลตฟอร์มดัง ๆ ของต่างประเทศเท่านั้น โลคอลแพลตฟอร์มก็ได้รับ ความนิยม ยุคนี้ความร่วมมือสำคัญที่สุด แกรมมี่ไม่จำเป็นต้องสร้างแพลตฟอร์มเอง แต่ต้องทำให้คอนเทนต์เข้าถึง ผู้บริโภคได้มากที่สุดและสามารถมีรายได้กลับมา ซึ่งอนาคตอุตสาหกรรมเพลงทั่วโลก จะมีสัดส่วนรายได้จากสตรีมมิ่ง ดิจิทัลคอนเทนต์กว่า 50% แกรมมี่เองก็จะไปตามแนวนั้น"
          ปัจจุบันรายได้เกือบ 50% ยังมาจากการแสดงสดและสปอนเซอร์ชิป ส่วนดิจิทัลคอนเทนต์ยังอยู่ในลำดับรอง โดยสตรีมมิ่งคอนเทนต์ รายได้ยังมาจาก youtube มากที่สุด ส่วนที่เป็นออดิโอคอนเทนต์มาจากแพลตฟอร์ม Joox
          มั่นใจกฎ กสทช.ไม่กระทบ
          ขณะที่การออกหลักเกณฑ์กำกับดูแลการให้บริการ OTT ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังตรียมดำเนินการ ทั้ง OTV และจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เห็นตรงกันว่า ไม่น่าจะกระทบธุรกิจ เพราะบริษัทพร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย และมีการระมัดระวังเรื่องการเผยแพร่เนื้อหาต่าง ๆ อยู่แล้ว
          Twitch บุกไทย
          ขณะที่นายเฟอดินาน กรูเทียเรซ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ทวิทช์ (Twitch) แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งระดับโลก กล่าวว่า ทวิทช์เป็นแพลตฟอร์มอันดับ 2 ของโลกที่มีผู้ชมวิดีโอถึง 663 ล้านนาที/เดือน รองจากเน็ตฟลิกซ์ที่มียอดชม 781 ล้านนาที/เดือน โดยทวิทช์ เป็นแพลตฟอร์มกลางในการนำเสนอคอนเทนต์ของเหล่าครีเอเตอร์แบบไลฟ์สตรีมมิ่ง ทั้งพูดคุยกันได้แบบเรียลไทม์ ดังนั้นจะแตกต่างจากยูทูบที่เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอออนดีมานด์
          คอนเทนต์ 60% จะเกี่ยวกับเกม ที่เหลือจะเป็นด้านไลฟ์สไตล์ โดยกลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่นยุคมิลเลนเนียล ซึ่ง ผู้ที่ใช้งานทวิทช์ทุกคนสามารถเป็น คอนเทนต์ครีเอเตอร์ได้หมด เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการสร้างกลุ่มผู้ชม (บรอดแคชเตอร์) ซึ่งเมื่อได้จำนวนที่เหมาะแล้ว ทวิทช์ จะติดต่อให้ร่วมเป็นพาร์ตเนอร์เพื่อสร้างรายได้ และถ้ามีผู้ติดตามมากๆ จะขยับเป็นอินฟูลเอนเซอร์ จะรับโฆษณาเอง ทั้งยังมีส่วนแบ่งจากยอดผู้ติดตามที่เสียค่าใช้บริการรายเดือน  ซึ่งในไทยมีกลุ่มนี้แล้ว 20-25 คน และมีครีเอเตอร์ สนใจมาร่วมงานกับทวิทช์มากขึ้น ซึ่งในไทยมีหลายรายยึดเป็นอาชีพหลัก และทำเงินได้ถึง 6 หลัก/เดือน
          "แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งมีมาก ก็เป็นความท้าทายที่ผลักดันให้ต้องพัฒนา"
          ในไทยทวิทช์อัพวิดีโอ 18 ล้านวิดีโอ/เดือน  ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาผู้ใช้โตขึ้น 15% ปัจจุบันมีผู้ใช้ 1.4 ล้านคน/เดือน  การรับชมเติบโตขึ้น 50% โดยอยู่ที่ 150 ล้านนาที/เดือน หรือเฉลี่ยคนละ 2 ชั่วโมง/วัน
          ช่อง 3 ลุย Mello.me
          ขณะที่เจ้าของคอนเทนต์รายใหญ่ "ไทยทีวีสีช่อง 3" เดิมได้นำคอนเทนต์ละคร รายการโทรทัศน์ต่าง ๆ เผยแพร่ผ่านช่องทาง youtube Official "Ch3Thailand" โดยอัพโหลดให้รับชมย้อนหลังได้แทบจะทันทีที่รายการจบ แต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม Mello สำหรับให้รับชมวิดีโอคอนเทนต์รายการย้อนหลังได้ คู่ไปกับช่องทาง youtube แต่ในการออกอากาศละครหลังข่าวลอตล่าสุด ที่เริ่มออกอากาศเมื่อต้นเดือน พ.ย. ได้เปลี่ยนแนวทางการอัพโหลดคอนเทนต์ โดยจะอัพโหลดให้ดูย้อนหลังได้ทันทีที่ www.mello.me ส่วนช่องทางยูทูบจะอัพโหลดหลังจากออกอากาศตามผังรายการไปแล้ว 2 วัน