สดช.เร่งศึกษาแผนเคเบิ้ลใต้น้ำ

สดช.เร่งวางกรอบ-ร่างกฎหมายเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ หนุนแคทเป็นฮับนำไทยเป็นศูนย์กลางดึงต่างชาติเข้าลงทุน
          นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สดช.)กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)กล่าวว่า ปัจจุบันการเติบโตของแบนด์วิดท์(Bandwidth) ทั่วโลกมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทยที่พบว่าการเติบโตของแบนด์วิดท์ระหว่างประเทศมีประมาณ 65% ต่อปี ซึ่งจากขีดความสามารถที่มีอยู่ในปัจจุบัน หากไม่มีการขยายแบนด์วิดท์เพิ่มเติม ประมาณปลาย ปี 2562 เส้นทางแบนด์วิดท์ของประเทศไทยคาดว่าจะไม่เพียงพอและไม่สามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งหมด
          นอกจากนี้ จากขนาดแบนวิดท์และขีดความสามารถที่มีอยู่ ยังไม่สามารถดึงดูดให้เกิดการลงทุนด้านดิจิทัลและเกิดการลงทุนของบริษัทดิจิทัลได้ เนื่องจากแบนวิดท์ของไทยมีราคาสูง ความเร็วมีข้อจำกัด และความกว้างไม่มากพอ ทำให้นักลงทุนของบริษัทดิจิทัลส่วนใหญ่ไปที่ประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่า เช่น สิงคโปร์ หากไทยพัฒนาโดยเร็ว จะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศในอนาคต
          ทั้งนี้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ แคท (CAT) ได้ดำเนินโครงการ ASEAN Digital Hub เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยข้อได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ที่ตั้งของประเทศไทยที่ตั้งศูนย์กลางของภูมิภาค จะส่งผลให้เครือข่ายมีเสถียรภาพหลากหลายและเพียงพอ เกิดการแข่งขันเรื่องราคา เพราะเมื่อแบนวิดท์กว้างราคาก็ถูกลง สามารถดึงผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้
          "สดช.อยู่ระหว่างศึกษาแผนเคเบิลใต้น้ำ และกำหนดนโยบายสนับสนุนการสร้างคอนเทนต์จากภายในและดึงดูดคอนเทนต์จากภายนอกประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทราฟฟิกภูมิภาคอาเซียนตอนบน รวมถึงกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจน เกิดความเชื่อมั่นการลงทุน เช่น การกำกับดูแล การรักษาความปลอดภัยของเคเบิลใต้น้ำ สภาพแวดล้อมทางทะเล และความปลอดภัยของข้อมูล เป็นต้น เชื่อว่าจะนำเสนอเข้าบอร์ดดีอีได้ในการประชุมครั้งต่อไป".