อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์เมื่อทุกอย่างรอบตัวเรา"สมาร์ท"ขึ้น

ประภัสสร เพชรแก้ว
          นักวิเคราะห์อาวุโส
          ไอดีซี ประเทศไทย
          ในโลกที่ทุกสิ่ง ทุกอย่างรอบตัวเรา "สมาร์ท" ขึ้น เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากที่สุด คงหนีไม่พ้น อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที)
          คำอธิบายง่าย ๆ ของเทคโนโลยีนี้คือ การทำให้ สิ่งต่างๆ สามารถรับและส่งดาต้าได้ นำดาต้าเข้าไปประมวลผลด้วยเทคโนโลยี อนาไลติกส์ เพื่อให้ระบบสามารถสั่งให้เกิด "แอ็คชั่นถัดไป" โดยอัตโนมัติและไม่ต้องมี มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง
          ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในงานโลจิสติกส์ บริษัทขนส่งสินค้าเกษตรแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้คอนเทนเนอร์ปรับอากาศเป็นวิธีการขนส่งหลัก ได้มีการนำเซ็นเซอร์ต่างๆ มาติดตั้งไว้ในคอนเทนเนอร์ เพื่อวัดค่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณก๊าซ จากนั้นส่งข้อมูลไปยังระบบประมวลผลกลาง ซึ่งหากระบบพบว่ามีค่าใดค่าหนึ่งไม่เหมาะสม เช่น ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงเกินไป ก็จะสั่งการไปยังระบบควบคุมปริมาณก๊าซ เพื่อให้การดำเนินงานทำได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุม
          หรือบริษัทประกัน ที่สามารถใช้อุปกรณ์ สวมใส่ประเภท เช่น สมาร์ทฟิตเนสแบนด์ หรือสมาร์ทวอทช์ เพื่อใช้วัดพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรักษาสุขภาพของ ผู้ใช้บริการประกันสุขภาพหรือประกันชีวิต ผ่านดาต้าที่อุปกรณ์เหล่านี้เก็บรวบรวม และนำไปสู่การใช้ระบบคำนวนเบี้ยประกันที่แตกต่างกันไปตามลูกค้าแต่ละคน องค์ประกอบของโซลูชั่นไอโอทีนั้น มีทั้ง 1.Modules และ Devices ซึ่งก็คือ ตัวอุปกรณ์หรือเซ็นเซอร์ต่างๆ 2. Connectivity เพื่อเป็นถนนให้ข้อมูลถูกส่งผ่านได้ 3. Platforms Servers และ Storage เพื่อให้ในการประมวลผล และ เก็บดาต้า 4. Applications ให้ผู้ใช้งาน ได้ใช้โดยที่มีระบบซิเคียวริตี้เพื่อใช้ป้องกันการโจมตี และการรั่วไหลของดาต้า ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง
          ในขณะที่ผู้บริโภคทั่วๆ ไปก็สามารถ นำมาสร้างสมาร์ทโฮมได้ ภาครัฐเองก็เช่นกัน สามารถนำอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์มาสร้าง สมาร์ทซิตี้ได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เพราะตราบใดที่โครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่นไฟฟ้าและโครงข่ายบรอดแบนด์พร้อม สมาร์ทซิตี้ ย่อมเกิดขึ้นได้ทุกที่ และสมาร์ทซิตี้จะกลายเป็นฐานรากของการพัฒนาสิ่งอื่นๆ ให้สมาร์ทขึ้นได้ในที่สุด
          รัฐบาลไทยเองได้ประกาศแผนงาน โครงการ Smart Thailand 2020 โดยที่ มีสมาร์ทซิตี้เป็นหนึ่งในโครงการย่อย ที่สำคัญ เราเริ่มได้ไม่เลวกับจังหวัดนำร่อง อย่างภูเก็ต ที่มีการสร้างศูนย์ อินโนเวชั่น พาร์ค เพื่อการส่งเสริมพัฒนานวัตกรรม มีการ นำเทคโนโลยีบิ๊กดาต้า มาจัดการข้อมูลเมือง เพื่อส่งเสริมทั้งภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว มีการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศดิจิทัลภูเก็ต หรือบริษัทด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ที่จะมา ทำงานหรือลงทุนในประเทศไทยในลักษณะ ทำงานร่วมกับพันธมิตรในท้องถิ่น อย่างใกล้ชิด
          หรือเชียงใหม่ที่เน้นการส่งเสริมภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และปัญหาเฉพาะ ด้านสิ่งแวดล้อม โดยการประยุกต์ใช้งาน เทคโนโลยีเช่นเดียวกันไอโอที และ สมาร์ทซิตี้นั้นเปรียบได้กับสัตว์ป่า และป่า ที่ต้องอยู่ร่วมและพึ่งพาอาศัยกัน   สิ่งสำคัญสำหรับผู้ที่อยากใช้ประโยชน์จากไอโอที คือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน และทำความเข้าใจกับอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีแนวโน้ม ที่จะเกิดขึ้น โดยการตอบตัวเองให้ได้ว่า ผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งภายใน และภายนอกองค์กร หรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะการใช้อะไรมาแก้ปัญหา ย่อมไม่สำคัญเท่าการแก้ปัญหาให้ถูกจุดและถูกวิธีนั่นเอง
          'การใช้อะไรมาแก้ปัญหา ย่อมไม่สำคัญเท่า แก้ปัญหาให้ถูกจุด'