หวั่นพิพาทไทยคม7-8 ฉุดกำไรTHCOMทรุด!

  ราคาหุ้น THCOM ร่วงหนัก 8.12% กังวลยื่นอนุญาโตฯตัดสินข้อพิพาทไทยคม 7-8 หลัง “ดีอี” ยึดมติครม.ชี้ไทยคม 7-8 เป็นดาวเทียมภายใต้สัญญาสัมปทาน โบรกฯคาดกดดันกำไรระยะยาวลดลงปีละ 46.5% หั่นเป้าราคาเหลือ 21.7 บาท จากเดิม 24 บาท
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM  ปรับลดลง 8.12% หรือปรับลดลง 1.30 บาท ปิดตลาดที่ราคา 14.70 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 307.89 ล้านบาท เนื่องจากมีแรงเทขายของนักลงทุนออกมา หลังมีความกังวลกรณี THCOM ยื่นเสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 ที่มีความเห็นแตกต่างจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2560 เพื่อพิจารณาชี้ขาดข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากข้อกำหนดหรือการปฏิบัติตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้
          นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร THCOM เปิดเผยว่า เรื่องของดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 มองว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจจะออก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2560 มาแล้ว ไม่ระบุให้ชัดเจนว่าหน้าที่ความรับผิดชอบ และหน้าที่ในการให้วงโคจรเป็นอำนาจของใคร ทำให้เกิดความไม่ชัดเจน
          อย่างไรก็ตาม ดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 บริษัทได้รับใบอนุญาตการให้บริการ และการใช้วงโคจร จากสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แต่ติดประเด็นเรื่องค่าใบอนุญาต และค่าเช่าใช้วงโคจรเป็นของใคร
          “รัฐต้องมองให้ชัดเจนว่าต้องการให้ธุรกิจดาวเทียมเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ นำรายได้เข้าสู่ประเทศมากขึ้น สามารถไปแข่งขันกับต่างประเทศ สามารถให้เอกชนเติบโต ทำธุรกิจเต็มศักยภาพหรือไม่” นายไพบูลย์ กล่าว
          ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนในการจัดส่งดาวเทียมเพิ่มเติม ได้แก่ ดาวเทียมไทยคม 9 เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์ ที่จะหมดอายุการใช้งานในปี 2564 จึงจะต้องเริ่มสร้างช้าที่สุดในปี 2561 เพื่อให้ทันกับสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศที่จะสิ้นสุดปี 2564 เนื่องจากการสร้างดาวเทียมใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี
          รวมทั้งมีลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท คือ ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป บริษัทเทเลคอมและอินเทอร์เน็ตขนาดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันเช่าใช้ช่องสัญญาณดาวเทียมของไทยคม 4 อยู่ ต้องการจองการใช้งานถึง 30% ของช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคม 9 หรือคิดเป็น 1.5 กิกะไบต์ แต่รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในการบริหารจัดการดาวเทียมของประเทศ ซึ่งล่าช้ามากว่า 1 ปี ส่งผลให้ซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป ยกเลิกแผนการใช้งานดาวเทียมไทยคม 9 เมื่อเดือน เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา ทำให้บริษัทสูญเสียโอกาส และรายได้
          ด้านบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า THCOM ยื่นเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้ชี้ขาดกรณีดาวเทียมไทยคม 7 และไทยคม 8 หลังจากได้รับหนังสือจากกระทรวงดิจิทัลฯ แจ้งว่า ดาวเทียมไทยคม 7 และ 8 เป็นดาวเทียมภายใต้สัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายใต้สัญญาสัมปทาน ฉบับลงวันที่ 11 ก.ย. 2534 ทางกระทรวงดิจิทัลฯ จึงต้องการให้ THCOM ปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาสัมปทานให้ครบถ้วน ถือเป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ซึ่งมีรากฐานมาจากความไม่ชัดเจนในการตีความเรื่องกฎระเบียบการดำเนินธุรกิจดาวเทียมในระยะยาว
          ทั้งนี้ หาก THCOM ปฏิบัติตามที่กระทรวงดิจิทัลฯ เรียกร้อง จากการศึกษา Sensitivity Analysis ของฝ่ายวิจัย โดยกำหนดให้ต้นทุนส่วนแบ่งรายได้ที่กำหนดให้เพิ่มขึ้นเป็น 22.5% ในระยะยาว จากปัจจุบันดำเนินธุรกิจภายใต้ระบบใบอนุญาต โดยจ่ายส่วนแบ่งรายได้ที่ 4% ของรายได้ คาดว่าจะกดดันคาดการณ์กำไรระยะยาวลดลงปีละ 46.5% และมูลค่าพื้นฐานลดลงมาเหลือ 21.7 บาท จากปัจจุบันกำหนดไว้ 24 บาท
          อย่างไรก็ตาม THCOM ยังมีความต้องการส่งดาวเทียมใหม่ขึ้นทดแทนดาวเทียมเดิมที่ใกล้สิ้นสุดอายุบริการ คือ ไทยคม 4 และ ไทยคม 5 ในปี 2564 เพื่อรักษาฐานลูกค้าที่ยังใช้บริการไว้ ซึ่งฝ่ายวิจัยได้ตั้งสมมติฐานให้ THCOM สร้างดาวเทียมทดแทน โดยยินยอมจ่ายส่วนแบ่งรายได้ภายใต้ระบบสัมปทานที่ 22.5% เท่ากับอัตราที่จ่ายอยู่ภายใต้สัมปทานปัจจุบันของไทยคม 4 และ 5 เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว
          ส่วนในกรณีเลวร้ายที่สุด หากต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้แพงขึ้นดังกล่าว และต้องสร้างดาวเทียมสำรองเพื่อทดแทนดาวเทียม 2 ดวงดังกล่าวด้วยสมมติฐานงบลงทุน 2 ดวงรวมกันที่ 10,000 ล้านบาท จะกดดันมูลค่าพื้นฐานเหลือราว 14.7 บาท
          ก่อนหน้านี้ นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการประสานงานระหว่างกระทรวงดิจิทัลฯ และ THCOM ถึงปัญหาของดาวเทียมไทยคม 7 และดาวเทียมไทยคม 8 ซึ่งทางกระทรวงดิจิทัลฯ ก็ได้ยึดถือมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน ส.ค. 2559 ที่ผ่านมาเป็นหลัก และได้เรียนทางผู้บริหาร THCOM ว่าหลักการของกระทรวงดิจิทัลฯ เป็นแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยินดีที่จะมานั่งคุยกัน เนื่องจากในอดีตข้อมูลที่จะหารือกันมีไม่มากนัก
          “ปัญหาไทยคม 7 และไทยคม 8 เป็นปัญหาที่ต้องเอารายละเอียดมาคุยกันด้วย เพราะว่าถ้าจะมาพูดกันแค่ 2 ประโยคว่า ของคุณ คือ ใบอนุญาต ของผม คือ สัมปทาน มันก็ไม่จบ ข้อเสนอที่ THCOM เสนอ ที่ผ่านมามันมีเรื่องของการที่ THCOM ยึดถือใบอนุญาตเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องคุยกัน ปัญหาประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันเป็นเรื่องการใช้เหตุผล มันเป็นเรื่องการมองโอกาสในอนาคต ซึ่งผมจะรับผิดชอบในการดูแลประเด็นนี้ และจะทำให้ดีที่สุด” นายพิเชฐ กล่าว