ครม.ไฟเขียวเอกชนร่วมลงทุนรัฐตามแผนยุทธศาสตร์ 1.62 ล้านล.

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติ เห็นชอบร่างแผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (แผนยุทธศาสตร์ฯ) ปี 2560-2564 โดยมีโครงการที่อยู่ภายใต้แผนดังกล่าวรวม 55 โครงการ มูลค่ารวม 1.62 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กิจการที่สมควรให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน (Opt-out) 4 กิจการ ประกอบด้วย กิจการพัฒนาขนส่งมวลชนทางรางในเมือง กิจการพัฒนาถนน ที่มีการเก็บค่าผ่านทางในเมือง กิจการการพัฒนาท่าเรือสาธารณะสำหรับขนส่งสินค้า และกิจการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูง
          กลุ่มที่ 2 กิจการที่รัฐส่งเสริมให้เอกชนมีส่วนร่วมในการลงทุน (Opt-in) 18 กิจการ เช่น กิจการพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม กิจการพัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง กิจการพัฒนาระบบชลประทาน กิจการพัฒนาระบบตั๋วร่วม กิจการพัฒนาธุรกิจและบริหารพื้นที่ท่าอากาศยาน กิจการพัฒนาสถานศึกษาของรัฐ และกิจการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นต้น
          ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการแต่ละกิจการต้องคำนึงถึงความเชื่อมโยงของขอบเขตงานและระยะเวลาการพัฒนาและดำเนินโครงการ เพื่อไม่ให้มีการลงทุนซ้ำซ้อนและประชาชนสามารถได้รับบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเพื่อให้การดำเนินโครงการมีประสิทธิภาพสูงสุด
          นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบจัดสรรทุนประเดิมให้แก่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลภายในระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2563 กรอบวงเงินงบประมาณ 3,764 ล้านบาท เพื่อดำเนินงาน 7 แผนงาน ประกอบด้วย งบสำหรับเปลี่ยนผ่านสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล แผนงานแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล แผนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Smart EEC) แผนงานการส่งเสริมการตลาดและการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล แผนงานการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมดิจิทัลและส่งเสริมนวัตกรรมดิจิทัล แผนงานเสริมสร้างศักยภาพและการเตรียมความพร้อมกำลังคนดิจิทัล และแผนงานส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ
          ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวมีความสอดคล้องกับกรอบยุทธศาตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) เพื่อเป็นการสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน และการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ พร้อม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
          นอกจากนี้มีรายงานข่าวว่าในการประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี กับ คสช. เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ประชุมได้มีการหารือการเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) โดยเตรียมออกคำสั่งมาตรา 44 ในบางประเด็น เพื่อให้การทำงานรวดเร็วขึ้น และเป็นการทำงานคู่ขนานระหว่างรอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งในการใช้อำนาจมาตรา 44 ครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพื่อต้องการที่จะเพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนนั่นเอง