"SKY"มือทอง คว้างานใหม่ กว่า 903 ล้าน

SKY เซ็นงานใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวม 903 ล้านบาท แบ่งเป็นงานเน็ตชายขอบ 469 ล้านบาท และงาน CCTV สนามสุวรรณภูมิ 434 ล้านบาท จ่อบุ๊ครายได้บางส่วนในปีนี้ทันที  “ซีอีโอ” การันตีรายได้ทั้งปีโตตามนัด 70% จากปีก่อน
          นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY เปิดเผยว่า บริษัทได้รับหนังสือยืนยันตกลงจ้างและให้ไปลงนามในสัญญาจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT มูลค่างานรวมภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 469 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้บางส่วนในปีนี้ทันที
          โดยเป็นงานโครงการจ้างเหมาจัดทำโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ส่วนที่ 2 Mobile Service กลุ่ม 4 ภาคกลาง-ใต้ และกลุ่มที่ 5 ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวม 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา
          ทั้งนี้บริษัท ร่วมกับบริษัท ไฮมีเดีย เทคโนโลยี จำกัด (ไฮมีเดีย) จัดตั้งกิจการค้าร่วม สกาย ไอซีที-ไฮมีเดีย (SKY ICT-Himedia Consortium) เพื่อร่วมกันทำข้อเสนอและยื่นเสนอราคาในการรับงานดังกล่าว โดยบริษัทรับผิดชอบดำเนินโครงการสัดส่วน 60% ของมูลค่าโครงการ และไฮมีเดียรับผิดชอบดำเนินโครงการสัดส่วน 40% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินโครงการและเป็นผู้บริหารกิจการค้าร่วม (Consortium Leader)
          สำหรับรายละเอียดขอบเขตงานจ้าง (Scope of Work) ของโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 1.การจัดหาอุปกรณ์บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมอุปกรณ์ประกอบที่จำเป็นสำหรับการติดตั้งและใช้งาน 2.การให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ประกอบด้วย การติดตั้ง การทดสอบ การบริหารจัดการ การบริการบำรุงรักษา และการรักษาคุณภาพประสิทธิภาพการให้บริการ และ 3.การส่งมอบอุปกรณ์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาการให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่
          อย่างไรก็ตามกิจการค้าร่วมสกาย ไอซีที-ไฮมีเดีย มีภาระผูกพันที่จะดำเนินการส่งมอบโครงการดังกล่าวให้เสร็จตามระยะเวลา 335 วัน นับถัดจากวันลงนามในสัญญา หากโครงการดังกล่าวมีความล่าช้า CAT มีสิทธิในการปรับคู่สัญญาจนกว่าจะดำเนินงานส่งมอบแล้วเสร็จ ซึ่งกิจการค้าร่วมสกาย ไอซีที-ไฮมีเดียมีภาระที่จะต้องรับประกันผลงานเป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ส่งมอบงานดังกล่าวให้กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
          นอกจากนี้ วานนี้ (19 ต.ค. 60) บริษัทยังได้รับหนังสือยืนยันตกลงจ้างและให้ไปลงนามในสัญญาจากบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เพื่อรับงานติดตั้งกล้องวงจรปิด CCTV ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 มูลค่าประมาณ 434 ล้านบาท โดยคาดว่าจะแจ้งข้อมูลต่อตลาดหลักทรัพย์ฯอย่างเป็นทางการในวันนี้ (20 ต.ค. 60) ซึ่งงานดังกล่าวบริษัทเข้ารับผิดชอบดำเนินงานในสัดส่วน 60%  และส่วนที่เหลืออีก 40% เข้ารับผิดชอบดำเนินงานโดยบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) หรือ LOXLEY เบื้องต้นคาดว่าจะทยอยรับรู้รายได้บางส่วนในปีนี้เช่นกัน
          ดังนั้นบริษัทจึงมั่นใจภาพรวมผลประกอบการในปี 2560 จะมีรายได้เติบโต 70% ตามแผน จากปี 2559 มีรายได้ 316 ล้านบาท โดยบริษัทยังมีคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) จากงานที่ไม่ได้เข้าร่วมประมูลเอง มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท เช่น งานระบบฮาร์ดแวร์ และกล้อง CCTV และโครงการอื่นๆ เข้ามาสนับสนุนผลประกอบการเพิ่มเติม
          นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็นการรับงานด้านโครงการรับเหมา ICT เป็นหลัก ซึ่งจะมีงานจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กระทรวงมหาดไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และอื่นๆ ที่จะออกมาอย่างต่อเนื่องมูลค่าหลายร้อยล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตอย่างมั่นคง
          “แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกผลประกอบการมีผลขาดทุน 5.57 ล้านบาท แต่บริษัทมั่นใจภาพรวมทั้งปีมีกำไรสุทธิแน่นอน และมีรายได้เติบโต 70% ตามแผน โดยจะมีการรับรู้รายได้จากงานโครงการบางส่วน และงานขายสินค้าสำหรับโครงการอื่นๆ ที่บริษัทไม่ได้เข้าประมูลด้วย” นายสิทธิเดช กล่าว
          ด้านโครงการงานจ้างผู้ให้บริการรถเข็นกระเป๋า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มูลค่าโครงการรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 879,026,400 บาท ที่บริษัทได้รับในช่วงที่ผ่านมา ขณะนี้ได้กำหนดขอบเขตรับผิดชอบดำเนินโครงการใหม่เป็นสัดส่วน 85% จากเดิม 70% เนื่องจากบริษัทได้รับผิดชอบงานบริหารบุคลากรเข้ามาเพิ่มเติม จากเดิมที่บริษัทรับผิดชอบงานระบบไอทีต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น
          อย่างไรก็ตาม การเข้ารับงานดังกล่าวมีขอบเขตระยะเวลา 7 ปี ตั้งแต่วันที่ 24 มกราคม 2561 ถึงวันที่ 24 มกราคม 2568 โดยบริษัทได้ร่วมกับบริษัท เอพี แมนเนจเม้นท์ จำกัด (เอพี แมนเนจเม้นท์) จัดตั้งกิจการร่วมลงทุนสกาย-เอพี (SKY-AP Consortium) เพื่อร่วมกันทำข้อเสนอและยื่นเสนอราคาต่อ AOT
          โดยบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินโครงการและเป็นผู้บริหารกิจการร่วมลงทุน (Consortium Leader) ซึ่งกิจการร่วมลงทุนสกาย-เอพี มีภาระผูกพันที่จะดำเนินการส่งมอบงานให้เสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ หากโครงการดังกล่าวมีความล่าช้า ทาง AOT มีสิทธิในการปรับคู่สัญญาจนกว่าจะดำเนินงานส่งมอบแล้วเสร็จ