"สมาร์ทโฟน"พลิกโฉมธุรกิจ"ไอที-โทรคม"

 วริยา คำชนะ

          กรุงเทพธุรกิจ ย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน "โทรเลข" และ "โทรศัพท์ พื้นฐาน" รหัส 02  เป็นทางเลือกอันดับแรกๆ ของการติดต่อสื่อสารในประเทศไทย
          เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ภาพจำของบางคนอาจย้อนไปถึงการต่อคิวขอเลขรับบริการ ติดตั้งโทรศัพท์บ้าน (ฟิกซ์ไลน์) ที่ขึ้นต้น ด้วยเบอร์ 02 การใช้การ์ดรหัส Pin Phone 108 เพื่อขูดรหัสสำหรับการใช้งานในโทรศัพท์ ตู้สาธารณะ จากนั้นก็เริ่มมีบริการวิทยุติดตามตัว "แพคลิ้งค์" หรือ "โฟนลิ้งค์" ส่งข้อมูลสั้นๆ ไปยังเลขหมายปลายทาง หรือฝากข้อความเสียงไว้ให้โทรกลับ
          วิวัฒนาการของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตาม ยุคสมัยและเทคโนโลยีแบบค่อยเป็นค่อยไป กระทั่งปี 2533 เริ่มมีการให้สัญญาสัมปทานกับบริษัทเอกชน จากองค์การโทรศัพท์แห่ง ประเทศไทย หรือ บมจ.ทีโอที ในปัจจุบัน กับ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ระบบความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์เป็นระยะเวลา 30 ปี และการสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ บมจ.กสท โทรคมนาคม กับ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ในอีก 2 และ 3 ปีถัดมา บนคลื่นความถี่ 850 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ อายุสัมปทาน 25 ปี
          หลังจากนั้น ภาพการติดต่อสื่อสารจึงเปลี่ยนไปจากการใช้โทรศัพท์บ้าน หรือ โทรศัพท์ตู้สาธารณะมาสู่โทรศัพท์มือถือจอขาวดำ รูปทรงคล้ายกระติกน้ำราคาไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท พร้อมแพ็คเกจค่าโทรนาทีเกือบ 50 บาท อัตราค่าโทรแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันในประเทศ
          มาวันนี้ทุกอย่างถูกพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เหตุการณ์สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานมาสู่ใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) โดยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดให้มีการประมูลคลื่นความถี่ 3จี ในย่าน 2100 เมกะเฮิรตซ์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2555 คลื่นความถี่รวม 45 เมกะเฮิรตซ์ และผู้ชนะการประมูลคือเอกชนทั้ง 3 โดยแบ่งกันลงตัวที่รายละ 15 เมกะเฮิรตซ์
          การประมูลในครั้งนั้นถือเป็นครั้งที่ 2 ที่มีความพยายามจาก กสทช.ในการเปิดเสรีการให้บริการโทรคมนาคมผ่านการออกใบอนุญาต เพราะในครั้งแรกทีโอที และกสทฯ ต่างร่วมกันยื่นคัดค้านจากศาลปกครอง เพื่อขอให้มีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน มองว่าการประมูลคลื่นจะทำให้ตัวเองสูญเสียรายได้จากระบบสัญญาสัมปทานที่ได้รับมายาวนานตลอด 30 ปี
          ต่อมากสทช.เปิดประมูลคลื่นความถี่อีก 2 ครั้ง สำหรับให้บริการ 4จี ประกอบด้วยย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ในปี 2558 และย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ในปี 2559 หากรวมเงินประมูลที่รัฐบาลได้รับจากการประมูลนั้นมีมากกว่า 350,000 ล้านบาท
          ปี 2561 กสทช.มีแผนจัดการประมูลย่าน 850 และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์(ไอโอที) ปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) รวมถึงเทคโนโลยี 5จี
          นอกจากเรื่องของโครงข่าย "ดีไวซ์"เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนที่สำคัญไม่แพ้กัน จุดเปลี่ยนของตลาดเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 9 ม.ค. 2550 ที่พ่อมดแห่งวงการไอที "สตีฟ จ็อบส์"อวดโฉม"ไอโฟน" สู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นได้กลายเป็นเทรนด์เซ็ตเตอร์ที่เข้ามาปฏิวัติวงการโทรศัพท์มือถืออย่างสิ้นเชิง
          ใครจะคาดคิดว่ายักษ์โทรศัพท์มือถือจากฟินแลนด์อย่าง "โนเกีย" จะก้าวมาถึงจุดจบที่ไม่ค่อยสวยงามมากนัก "แบล็คเบอร์รี่"ที่แม้เข้ามาได้ถูกจังหวะเวลา ทว่าสุดท้ายเมื่อการสื่อสารไม่อาจถูกขีดเส้นหรือจำกัดเพียงตัวหนังสือ เป็นธรรมดาที่เวลาของการเปลี่ยนแปลงต้องมาถึง
          ถึงวันนี้ครบรอบ 10 ปี แม้มีคู่แข่งหลายรายขอแบ่งยอดขาย ถูกดึงความสนใจไปโดยแบรนด์สมาร์ทโฟนจากประเทศจีนและเกาหลีใต้ แต่ชื่อชั้นของ "แอ๊ปเปิ้ล" และ "ไอโฟน" ยังคงติดลมบน สามารถครองความนิยมในตลาดไฮเอนด์ได้ไม่เปลี่ยน
          ปัจจุบันไอโฟนยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้หลักให้กับแอ๊ปเปิ้ล สัดส่วนมากกว่า 60%
          "โอภาส เฉิดพันธุ์" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด ผู้จัดงานโมบายเอ็กซ์โป ประเมินสถานการณ์ตลาดสมาร์ทโฟนไทยว่า แม้สภาพเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ด้วยปัจจัยที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เปิดตัวออกมาพร้อมเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ส่งผลทำให้ตลาดมีความเคลื่อนไหว กำลังซื้อผู้บริโภคเติบโตอย่างต่อเนื่อง
          ล่าสุดที่ช่วยดึงดูดได้อย่างมากคือการมาของกล้องคู่ หน้าจอไร้ขอบ จอกว้างพิเศษ รวมถึงอุปกรณ์เสริมที่ใช้ร่วมกัน
          ขณะเดียวกัน การแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากแบรนด์ผู้ผลิตและโอเปอเรเตอร์ได้ช่วยกระตุ้นให้เกิดการจับจ่าย ด้านผู้บริโภคเริ่มมีความเข้าใจการใช้งาน เลือกซื้อสมาร์ทโฟนที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ มากกว่าแค่ราคาส่วนเรื่องสเปคทุกรายพยายามอัดกันมาเต็มที่ภายใต้ราคาที่จับต้องได้ เห็นได้จากเทคโนโลยีที่เคยอยู่แต่ในสมาร์ทโฟนพรีเมียมถูกนำมาใส่ในเครื่องระดับกลางแล้ว
          "วิชัย พรพระตั้ง" รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนไทยดุเดือดมาต่อเนื่อง เชื่อว่าไม่มีเซ็กเตอร์ใดที่จะรุนแรงได้เท่าประเมินขณะนี้จำนวนผู้เล่นไม่ได้ต่างจากเดิม การจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้นำเพียงฮาร์ดแวร์ดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องพร้อมทั้งการบริการ คอนเทนท์ สามารถตอบโจทย์การใช้งานยุคดิจิทัลได้ครบ
          ด้านปัจจัยที่สนับสนุนให้ตลาดเติบโต หลักๆ  คือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมขณะนี้รอบการเปลี่ยนเครื่องใหม่ยังอยู่ที่ราว 18-24 เดือน เทรนด์การใช้สมาร์ทโฟนที่น่าสนใจพบว่าหน้าจอขนาดใหญ่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ราคาเครื่องไฮเอนด์ที่แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากต้องใช้ส่วนประกอบคุณภาพสูง ยังไม่เห็นว่าส่งผลกระทบหรือฉุดกำลังซื้อ
          เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางการสื่อสารพร้อมปริมาณการใช้สมาร์ทโฟนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้งานรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ในประเทศไทยโมบายแอพพลิเคชั่นที่ครองความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรกคือไลน์ เฟซบุ๊ค และยูทูบ
          ขณะที่โอกาสทางการตลาดที่น่าสนใจยังมีเกม การพัฒนาแอพเพื่ออีคอมเมิร์ซ ค้าปลีกออนไลน์ ออนไลน์สตรีมมิ่งทั้งดูหนัง ฟังเพลง ที่กำลังเติบโตควบคู่ไปกับฟินเทคคือบริการทางการเงินบนอิเล็กทรอนิกส์ และโมบายแบงกิ้งต่างๆ
          นอกจากนี้ตลาดที่เติบโตได้สอดคล้องกันไปยังมีสมาร์ทแกดเจ็ท เช่น สมาร์ทวอทช์ แวร์เอเบิล รวมถึงอุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์มือถือต่างๆ
          ปัจจุบัน โลกไอทียังหมุนไม่หยุด โอกาสใหม่ๆ กำลังมาพร้อมโครงข่ายความเร็วสูง 5จี และคลื่นลูกใหม่ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (ไอโอที) ว่ากันว่า ไอโอทีจะกลายเป็นตัวจักรช่วยขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมและเพิ่มผลผลิตด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล (ดาต้า อนาไลติกส์)
          การเข้าถึงข้อมูลจากไอโอทีจะช่วยให้เจ้าของแบรนด์เข้าใจผู้บริโภคได้ชัดเจนขึ้น จากนี้สามารถนำเสนอสิ่งที่ใช่ ในแบบที่ลูกค้าต้องการ ส่งผลไปถึงความสามารถในการทำกำไร เพิ่มความภักดีต่อแบรนด์ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับช่วยตัดสินใจ ลดช่องว่างตลาด สามารถปรับปรุงประสบการณ์และสร้างบริการในมิติใหม่ๆ
          ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนคาดการณ์ไว้ว่ามูลค่าตลาดไอโอทีประเทศไทยปี 2563 หรือ อีก 3 ปีข้างหน้าจะอยู่ที่ 34,000 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 1,600% ขณะที่ ไอดีซีคาดการณ์ว่าระหว่างปี 2558 - 2563 ตลาดไอโอทีไทยจะโตที่ 13.2%
          อีกหนึ่งตลาดที่น่าจับตามองคือการมาของเทคโนโลยีเสมือนจริง "วีอาร์" ที่กำลังกลายเป็นเวทมนตร์แห่งยุคดิจิทัลเสกให้กระแสฮิตการบริโภคดิจิทัลคอนเทนท์เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ