"ทีโอที-แคท" ครวญแผนฟื้นฟูย่ำกับที่กระทุ้ง "ดีอี" ดู ปตท.ไปถึงไหนแล้ว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การฟื้นฟูกิจการหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านการสื่อสารของประเทศคือบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)และบริษัท กสทโทรคมนาคมจำกัด(มหาชน)หรือแคท ที่ยังไม่มีความคืบหน้านั้นทางผู้บริหารทีโอทีได้เปรียบเทียบกับ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน)ที่ล่าสุดเตรียมเจรจาพันธมิตรธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญด้านโรงแรมเพื่อรุกคืบดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด(BudgetHotel)ในสถานีบริการน้ำมัน ปตท.ทั่วประเทศแล้ว จึงเห็นถึงความแตกต่างจากกิจการทีโอที และแคทราวฟ้ากับเหวเพราะความสำเร็จของปตท. นั้น เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหารองค์กรดังกล่าว ที่ก่อนหน้าประสบผลสำเร็จจากการบริหารธุรกิจค้าปลีกในนาม "จิฟฟี่" (Jiffy)ในสถานีบริการน้ำมันปตท. มาแล้ว
          ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของปตท. นั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าล้วนได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและกระทรวงพลังงานที่เป็นหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับหน่วยงานด้านกิจการสื่อสารของรัฐ อย่างทีโอทีและแคทนั้น จะเห็นถึงความแตกต่างกันอย่างลิบลับ
          สำหรับทีโอทีและแคทนั้น แม้จะจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการและมีแผนดึงพันธมิตรธุรกิจเข้ามาร่วมพัฒนากิจการ โดยในส่วนของแคทนั้นมีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับดีแทค เพื่อนำเอาทรัพย์สินเสาสัญญาณมือถือกว่า 12,000 ต้น ตามสัญญาสัมปทานที่กำลังจะสิ้นสุดในปี 2561 มาให้บริการเพื่อที่แคทยังคงมีรายได้ต่อเนื่องปีละ 10,000-20,000 ล้านบาท  ขณะที่ทีโอทีก็เสนอแผนทำสัญญาธุรกิจกับพันธมิตร 2 ราย คือบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ค จำกัด(เอดับบลิวเอ็น)ในเครือเอไอเอส และดีแทค ไตรเน็ท เพื่อร่วมพัฒนาโครงข่ายมือถือบนคลื่นความถี่ 2100 และ2300 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งจะทำให้ทีโอทีมีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 15,000-20,000 ล้านบาท แต่แนวทางข้างต้นกลับถูกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)ต้นสังกัดดองเค็มตีกลับให้ไปนับ 1 ใหม่มาครั้งแล้วครั้งเล่า
          ส่วนกระทรวงดีอียังคงต้องการให้ทีโอทีและแคทร่วมกันจัดตั้งบริษัทลูก
          ร่วมทุนทั้งที่ผลศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาก็ยืนยันชัดว่าไร้อนาคตเพราะเอาแค่เงินเดือนพนักงานที่ต้องโอนย้ายมายังบริษัทร่วมทุนก็สูงกว่าเดิมไม่น้อยกว่า 15-20% ขณะที่เครือข่ายไวไฟที่จะมาปล่อยเช่าเมื่อบวกต้นทุนบริหารเข้าไปคงยากจะไปแข่งขันกับเอกชน ท้ายที่สุดคงหนีไม่พ้นนำกลับไปให้บริษัทแม่เช่าใช้ในสภาพที่ต้องจ่ายแพงกว่าเดิมแต่กระทรวงดีอีก็ยังคงเดินหน้าต้องทำให้ได้.
--จบ--