กลยุทธ์ บจ.ลงทุน ธุรกิจเกิดใหม่

จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
          กระแสบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยตื่นตัวไปลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยี (สตาร์ทอัพ) เริ่มมีให้เห็นช่วงที่ผ่านมา แต่เด่นชัดมากปีนี้สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยการลงทุนของบริษัทจดทะเบียนมีทั้งตั้งบริษัทย่อยใส่เงินลงทุนในสตาร์ทอัพโดยตรงเอง หรือแบ่งเงินไปลงทุนในสตาร์ทอัพผ่านธุรกิจเงินร่วมลงทุน (วีซี) ที่มีอยู่แล้วในตลาด
          สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิลล์คอน สตีล
          ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กในไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ก้าวขาไปลงทุนในสตาร์ทอัพมาแล้ว กล่าวว่า อุตสาหกรรมเหล็กมีกระบวนการในวงจรธุรกิจที่เกิดความสูญเสียอยู่มาก บริษัทจึงมองหาเทคโนโลยีที่จะมาเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจอยู่ยั่งยืน
          ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปลงทุนใน บริษัท บิลค์ เอเชีย (Builk) ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรมการก่อสร้างของไทย รองรับการจำหน่ายวัสดุก่อสร้างออนไลน์ และหลังจากนี้ก็ยังมองหาสตาร์ทอัพลงทุนอีก โดยบริษัทมีนโยบายว่าต้องเป็นสตาร์ทอัพ ซึ่งมีเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจของบริษัทได้จริง เป็นพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์ได้ ขณะที่บริษัทสามารถช่วยสตาร์ทอัพที่เข้าไปลงทุนให้เติบโตแข็งแกร่งได้ในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเปลี่ยนโลก (ดีพเทค)
          หนึ่งในกลยุทธ์ที่เลือกคือการร่วมใส่เงินลงทุนในกองทุนร่วมลงทุนกองที่ 2 ของ บริษัท ครีเอทีฟเวนเจอร์ ซึ่งเป็น วีซีที่ไปลงทุนกับสตาร์ทอัพใน ซิลิคอนวัลเลย์ ขณะที่บริษัทยังไม่ได้จัดตั้งวีซีของตัวเอง แต่ก็กำลังศึกษาประเด็นนี้อยู่ว่าหากจะลงทุนในอนาคตอีกจะเป็นรูปแบบใดได้บ้าง จะดึงผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจที่มีความรู้คล้ายคลึงกันมาร่วมลงขันเงินทุนจัดตั้งวีซีด้วยกันดีหรือไม่ เพื่อที่ผู้ประกอบการในกลุ่มจะได้นำเทคโนโลยีของสตาร์ทอัพไปปรับใช้ ให้เกิดประโยชน์ได้
          "เราไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไปลงทุนในสตาร์ทอัพที่ระดมทุนในช่วงไหน จะเป็นช่วงที่ยังเป็นเมล็ดพันธุ์ (ซีดฟันด์ ระดมทุน 3-100 ล้านบาท) หรือซีรี่ส์ เอ (33-495 ล้านบาท) ซีรี่ส์ บี ขึ้นไป (มากกว่า 66 ล้านบาท) โดยสิ่งที่บริษัทจะมองคือความคุ้มค่าของการลงทุนในอนาคตว่ามีมากแค่ไหน และเราเข้าใจในธุรกิจนั้นแค่ไหน ถ้ามั่นใจแม้จะเป็นช่วงจุดเริ่มต้นซีดฟันด์ก็อาจสนับสนุน" สิทธิชัย กล่าว
          สิทธิชัย วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า การที่บริษัทจดทะเบียนไปลงทุนในสตาร์ทอัพนั้น เพราะยอมรับในสถานการณ์ภาพรวมที่เทคโนโลยีมาเปลี่ยนแปลงรูปแบบสินค้า รูปแบบการทำธุรกิจไปมาก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเกิดเร็วมาก ทำให้ทุกคนเกิดคำถามว่าจะรอให้ถูกกลุ่มเหล่านี้มาฆ่าธุรกิจเดิมที่ทำอยู่ หรือจะฆ่าตัวเองเพื่อหาร่างใหม่
          สิ่งที่บริษัททำก็คือการมองหาเทคโนโลยีที่จะมาช่วยให้ใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดได้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นการค้นหาร่างใหม่ ความรู้ใหม่ๆ เพื่อมาพัฒนาธุรกิจที่มีอยู่เดิม
          อย่างไรก็ตาม การไปลงทุนในสตาร์ทอัพขึ้นอยู่กับโอกาสและเวลาที่เหมาะสมด้วย บางครั้งบริษัทที่ไม่ลงทุนในสตาร์ทอัพ เลยอาจทำผลการดำเนินงานได้ดีกว่าบริษัทที่ลงทุนในสตาร์ทอัพแล้วสตาร์ทอัพ นั้นล้มเหลวก็ได้ เพราะสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จมีไม่มาก ดังนั้นความเหมาะสมจึงอยู่ที่บริษัทลงทุนไปแล้วจะนำมาใช้แก้ปัญหาที่บริษัทมีอยู่ได้มากกว่า
          ด้าน บริษัท ดุสิตธานี เป็นรายแรกในกลุ่มธุรกิจโรงแรมไทยที่ลงทุนในสตาร์ทอัพ โดย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี กล่าวว่า สตาร์ทอัพจะเกิด
          ได้ต้องได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจกระแสหลัก
          ที่ผ่านมา บริษัทเข้าไปสนับสนุนเงินทุน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 34.5 ล้านบาท กับ บริษัท เฟฟสเตย์ (Favstay) สตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่นำเสนอบริการที่พักตากอากาศในหัวเมืองท่องเที่ยวของไทย ทำให้กลุ่มดุสิตถือหุ้นเฟฟสเตย์ 9.24%
          การลงทุนนี้ถือเป็นการพลิกโฉมรูปแบบการให้บริการและการต้อนรับทั้งในไทยและต่างประเทศ เป็นการไปร่วมในโครงสร้างธุรกิจที่ฉีกจากรูปแบบเดิมๆ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนสำคัญทำให้ดุสิตเติบโตได้
          กลุ่มดุสิตมองการลงทุนในเฟฟสเตย์เป็นเหมือนห้องทดลองการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่กลุ่มดุสิตสามารถเข้าไปใช้งานแพลตฟอร์มนี้ได้ ขณะเดียวกันก็เข้าไปช่วยเสริมธุรกิจของเฟฟสเตย์ได้ด้วย โดยที่ไม่กังวลว่า จะเป็นการทำธุรกิจมาแข่งกับดุสิตเอง เพราะลูกค้าของเฟฟสเตย์กับดุสิตแตกต่างกัน
          ทางด้าน บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ มีโครงการอินเวนต์ไว้ลงทุนกับสตาร์ทอัพ โดย คิมห์ สิริทวีชัย รองกรรมการ ผู้อำนวยการ สายงานบริหารการลงทุน
          บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ กล่าวว่า โครงการอินเวนต์เริ่มลงทุนในสตาร์ทอัพ 5 ปีก่อน ถึงปัจจุบันลงทุนแล้ว 12 บริษัท 380 ล้านบาท ขายออกไปแล้ว 2 บริษัท ได้ผลตอบแทนเกินเป้าหมาย คือมากกว่า 20% ทำให้เหลือบริษัทที่ยังลงทุน 10 บริษัท ซึ่งรายล่าสุดคือ บริษัท อีเว้นท์ ป็อป (Event Pop) ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มจัดงานอีเวนต์ตั้งแต่ต้นจนจบ ที่บริษัทคาดหวังว่าลงทุนไปแล้วจะสร้างความร่วมมือกับธุรกิจในกลุ่มได้ เช่น เชื่อมโยงกับ เอ็มเพย์และเซเรเนด
          จะเห็นได้ว่าแต่ละบริษัทต่างต้องการหาร่างใหม่ของตัวเองเพื่อให้ธุรกิจยืนหยัดอยู่ได้ในยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี

          บรรยายใต้ภาพ 
          สิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล
          ศุภจี สุธรรมพันธุ์
          คิมห์ สิริทวีชัย