เมียนมา แหล่งลงทุนใหม่ที่น่าจับตา

ด้วยศักยภาพเศรษฐกิจที่เติบโตที่สุดในกลุ่มประเทศ CLMV เฉลี่ยร้อยละ 8 ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา และคาดว่าจะเติบโตร้อยละ 8.5 ในปี 2560-2564 ทำให้เมียนมาเป็นตัวเลือกการลงทุนในต่างประเทศที่น่าสนใจ
          ทำไมต้องไปเมียนมา
          ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า เมียนมามีจำนวนประชากรราว 57 ล้านคน มีพื้นที่เชื่อมต่อกับตลาดขนาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกอย่างจีนและอินเดียที่มีประชากรรวมกันกว่า 2,700 ล้านคน ตลอดจนเป็นแหล่งที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่นักลงทุนเข้าไปแสวงหาแรงงาน จากประชากรวัยทำงานที่มีมากถึงร้อยละ 60 ของประชากรทั้งประเทศ ประกอบกับมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่สุดในอาเซียน
          ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าไปลงทุนในเมียนมายังคงได้รับสิทธิประโยชน์หลายอย่างโดยเฉพาะสิทธิพิเศษทางภาษีจากสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้ามในฐานะที่เป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง
          จากข้อมูล Myanmar Investment Commission (MIC) ระบุว่า บริษัทต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตการลงทุนในเมียนมา ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2560 มีทั้งสิ้น 1,366 ราย จาก 49 ประเทศ มูลค่าการลงทุน 74,046.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.48 ล้านล้านบาท โดยนักลงทุนที่ได้รับใบอนุญาตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน สิงคโปร์ ไทย ฮ่องกง และสหราชอาณาจักร
          ขณะเดียวกันความท้าทายที่ผู้ประกอบการมองเป็นอุปสรรคลำดับต้นๆ ในการเข้าไปลงทุนในเมียนมา คือความขาดแคลนด้านสาธารณูปโภค โดยเฉพาะไฟฟ้าและพลังงานเนื่องจากเมียนมามักประสบปัญหาไฟฟ้าดับบ่อยครั้งและพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของประเทศยังไม่มีไฟฟ้าใช้ รัฐบาลจึงมีนโยบายยกระดับมาตรฐานสาธารณูปโภคพื้นฐานและคุณภาพชีวิตด้วยการตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากระดับปัจจุบันที่ 4,900 เมกะวัตต์ เป็น 54,608 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 โรงไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องจึงเป็นธุรกิจลำดับต้นๆ ที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน และถือเป็นอุตสาหกรรมตั้งต้นที่เป็นรากฐานสำคัญในการจุดประกายให้เกิดอุตสาหกรรมอื่นๆ ตามมา
          เปิดโผอุตสาหกรรมที่น่าลงทุน
          ธุรกิจโทรคมนาคม นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญ เปิดให้มีการแข่งขันแบบเสรีโดยให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ตั้งเป้าให้อัตราการเข้าถึงบริการโทรศัพท์อยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 90 จากปัจจุบันร้อยละ 75 ของประชากรทั้งหมดและอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากกว่าร้อยละ 50 จากปัจจุบันร้อยละ 0.06 ของประชากรทั้งประเทศ ภายในปี 2563
          ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมการผลิตก็มีศักยภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการผ่อนคลายนโยบายการนำเข้ารถยนต์ในเมียนมาที่เอื้อประโยชน์ให้ตลาดรถยนต์ในประเทศขยายตัว ขณะที่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ยังขาดการพัฒนา ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการไทยที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอันดับต้นๆ ของอาเซียนมีศักยภาพในการเข้าไปลงทุน
          นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปก็สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านการจ้างงานให้กับชาวเมียนมาจำนวนมาก ด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคเกษตรกรรมอย่างอุตสาหกรรมข้าว อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์ก็มีศักยภาพในการเข้าไปลงทุนในระยะถัดไปเช่นกัน
          ธุรกิจเครื่องสำอางมาแรง
          นายขิ่นหม่องโช รมว.อุตสาหกรรมเมียนมา เปิดเผยในงาน "โอกาสการลงทุนและการเปิดหุ้นส่วนพัฒนารัฐวิสาหกิจในเมียนมา" จัดโดยสภาธุรกิจไทย-เมียนมาเมื่อเร็วๆ นี้ว่าเมียนมากำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูดการลงทุน ธุรกิจหลักที่อยากเชิญชวนนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุน ได้แก่ ธุรกิจเทรนนิ่ง ธุรกิจเครื่องสำอาง และนวัตกรรมการผลิตยาง โดยเฉพาะธุรกิจเครื่องสำอางที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ และผู้บริโภคเมียนมาเชื่อถือสินค้าแบรนด์ไทยอย่างมาก
          ด้านกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนธุรกิจด้านคลินิกความงามและเครื่องสำอางในประเทศเมียนมาเพิ่มขึ้น นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาดเครื่องสำอางในเมียนมามีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 14% คิดเป็นมูลค่าตลาดรวมกว่า 318 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.11 หมื่นล้านบาท รวมทั้งยังพบว่าเมียนมามีงบประมาณการโฆษณาในกลุ่มอุตสาหกรรมความงามนี้เพิ่มขึ้นมากถึง 77% ต่อปี ทำให้เป็นโอกาสของธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุนและเปิดตลาดในเมียนมาได้
          ข้อมูลทั้งหมดล้วนสะท้อนให้เห็นว่าเมียนมามีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็นได้ทั้งแหล่งลงทุนแห่งใหม่ ตลอดจนฐานการผลิตที่มีศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการไทยในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในตลาดโลก
          เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
          "ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมาได้แก่ กลุ่มอาหาร อุตสาหกรรมเหล็ก และธุรกิจชุดชั้นใน ซึ่งหลังจากเมียนมาเปิดประเทศมากขึ้นมองว่าเป็นโอกาสของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งนักลงทุนไทยยังมีจุดอ่อนด้านข้อมูลเกี่ยวกับประเทศเมียนมา การศึกษาความเข้าใจกฎระเบียบการลงทุนช้ากว่าประเทศอื่น"
          Myanmar, Still An Attractive Investment Destination
          Myanmar continues to be on the top of the list of the world's favorite investment destinations after its average economic growth rate for the past five yeats is at 8.0% while its economy is forecast to grow at an average pace of 8.5% during 2017 and 2021.
          According to Export-Import Bank of Thailand, Myanmar has the population of 57 million - 60% of which are working population, is geographically connected with China and India - the world's largest and second-largest markets with combined population of more than 2.7 billion, and has abundant natural resources. Investors in this country can also benefit from tax privileges the US, European Union and Japan have granted.
          Despite such challenges as the shortage of public utility infrastructure, especially electricity and power, there are many opportunities for foreign investors to tap into, including telecommunications, manufacturing, apparel and beauty and cosmetics - all of which the Myanmar government has been promoting.