"ประยุทธ์"จวกสตง. จุ้นสอบเน็ตชายขอบ

 “บิ๊กตู่” จวก “สตง.” ตรวจสอบเน็ตชายขอบ เป็นหน้าที่หรือไม่ ชี้หากสตง.มาคอมเมนต์ทุกโครงการก็ไม่ต้องทำอะไรกัน พังหมด! ด้านบอร์ดกสทช.เห็นชอบผลประมูลเน็ตชายขอบ คาดเซ็นสัญญาได้ต้น ก.ย.นี้ “ITEL-TRUE” เด้ง! รอรับทรัพย์
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ดีอี) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับทราบสถานการณ์ดำเนินการโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) 3,920 หมู่บ้าน และข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรณีอัตราค่าบริการว่าจะสามารถให้บริการในอัตรา 200 บาท/เดือน/ครัวเรือน ได้หรือไม่
          ซึ่งหลังจากที่สำนักงาน กสทช.รายงานจบ นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตและฝากไปดูด้วยว่าตามอำนาจหน้าที่ และตามกฎหมายของ สตง.เป็นหน้าที่ในการดำเนินงานของ สตง.หรือไม่ น่าจะไปตรวจสอบโครงการที่เห็นว่ามีการทุจริตหรือไม่
          “ถ้าสตง.มาคอมเมนต์ทุกโครงการก็ไม่ต้องทำอะไรกัน พังหมด บางทีเขาอาจจะมองในแง่เดียว เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่า ให้ไปจัดการให้เรียบร้อย เพราะนายกรัฐมนตรีประกาศไปแล้วว่าต้องให้เสร็จในปี 2561” นายฐากร กล่าว
          ทั้งนี้ กสทช.ยืนยันมาตลอดว่าอัตราค่าให้บริการจะต้องไม่เกิน 200 บาท/เดือน/ครัวเรือน โดยยึดกฎหมายต่างๆ ในการดำเนินการ ได้แก่ ตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการให้บริการแบบแยกส่วน
          โดยอัตราค่าบริการจะต้องไปตามประกาศในข้อ 27 ซึ่งกสทช.ได้ประกาศแล้วว่ารัฐลงทุนไม่ต่ำกว่า 70% ทำให้เอกชนลงทุนเพียง 30% ค่าบริการอยู่ที่ 180 บาท/เดือน/ครัวเรือน หากรัฐลงทุนไม่ต่ำกว่า 80% เอกชนลงทุน 20% ค่าบริการอยู่ที่ 120 บาท/เดือน/ครัวเรือน และหากรัฐลงทุนไม่ต่ำกว่า 85% เอกชนลงทุน 15% ค่าบริการอยู่ที่ 107 บาท/เดือน/ครัวเรือน
          สำหรับที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช. เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบผลการประมูลโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) 3,920 หมู่บ้าน จำนวน 8 สัญญา ซึ่งได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1-2 ส.ค. 2560 ที่ผ่านมา วงเงินงบประมาณรวม 13,614.62 ล้านบาท ประกวดราคาในวงเงินรวม 12,989.69 ล้านบาท สามารถประหยัดงบประมาณลงได้ 624.93 ล้านบาท
          โดยสัญญาการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) 1.พื้นที่ภาคเหนือ 1 ผู้ชนะ คือ บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัทในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE วงเงิน 2,812.014 ล้านบาท 2.พื้นที่ภาคเหนือ 2 ผู้ชนะ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT วงเงิน 2,103.800 ล้านบาท 3.พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ชนะ คือ TOT วงเงิน 2,492.599 ล้านบาท และ 4.พื้นที่ภาคกลาง-ใต้ รวม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ผู้ชนะ คือ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL วงเงิน 1,868.235 ล้านบาท
          ส่วนสัญญาการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) 1.พื้นที่โครงการภาคเหนือ 1 ผู้ชนะ คือ TOT เป็นผู้ชนะวงเงิน 1,889.999 ล้านบาท 2.พื้นที่ภาคเหนือ 2 ผู้ชนะ คือ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัทในเครือ TRUE วงเงิน 786.549 บาท 3. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ชนะ คือ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด บริษัทในเครือ TRUE วงเงิน  532.064 ล้านบาท และ 4.ภาคกลาง-ใต้ รวม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ผู้ชนะ คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT วงเงิน 504.423 ล้านบาท
          “คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาดังกล่าวได้ภายในต้นเดือน ก.ย.นี้ โดยพยายามให้ลงนามได้ไม่เกินวันที่ 10 ก.ย.นี้ เพราะต้องรอหนังสือตอบกลับจากสตง.ก่อน หลังจากสำนักงาน กสทช.ร่างหนังสือตอบข้อซักถาม สตง.เรื่องอัตราค่าบริการ 200 บาท/เดือน/ครัวเรือน สามารถทำได้ เมื่อวานนี้ (6 ก.ย.) แล้ว จึงดำเนินการเรื่องการลงนามในสัญญาต่อไป” นายฐากร กล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นที่จะได้รับผลประโยชน์จากโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ได้แก่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE
          นอกจากนี้ ที่ประชุมกสทช.ยังเห็นชอบแนวทางการลดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม โดยมีการจัดเก็บตามอัตราขั้นบันไดของรายได้ คือ รายได้ 0-100 ล้านบาท คิดอัตราค่าธรรมเนียม 0.125%  จากเดิม 0.25% รายได้เกิน 100-500 ล้านบาท คิด 0.25% จากเดิม 0.5% รายได้เกิน 500-1,000 ล้านบาท คิด 0.5% จากเดิม 1% รายได้เกิน 1,000-5,000 ล้านบาท คิด 0.75% จากเดิม 1.5% และรายได้ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป คิดอัตราค่าธรรมเนียม 1.5% เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้
          อีกทั้งที่ประชุมกสทช.ลดหย่อนค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีของช่องสปริงนิวส์ ในอัตรา 15% ในรอบบัญชี 2558 ทั้ง 2 ใบอนุญาต คือ ใบอนุญาตกิจการไม่ใช้คลื่นความถี่ (ดาวเทียม) และใบอนุญาตบริการธุรกิจระดับชาติ (ทีวีดิจิทัล) เนื่องจากสปริงนิวส์มีการนำเสนอเนื้อหารายการในสัดส่วนที่เป็นข่าวสาร หรือสาระเป็นประโยชน์ต่อประชาชนตลอดทั้งปี จำนวน 61.87% ซึ่งเกินกว่าหลักเกณฑ์กสทช.ว่า ด้วยการลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2556 ที่กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตสามารถขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่าธรรมเนียมดังกล่าวในแต่ละปีได้หากมีสาระเกินกว่า 50% แต่ไม่เกิน 90%