"ความไม่เท่าเทียม" ช่องว่างด้านดิจิทัล

กรุงเทพธุรกิจ   หลายประเทศทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศด้วยระบบเศรษฐกิจดิจิทัลยังคงเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนขนาดใหญ่และการปรับใช้เทคโนโลยีทางด้านไอซีที ขณะเดียวกันประเทศที่กำลังเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ก็พยายามเร่งผลักดันให้เกิดการเติบโตด้วยการทุ่มงบลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศทางด้านไอซีทีและการพัฒนาเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัล
          กระนั้นแล้วช่องว่างหรือความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัลก็ยังคงขยายตัวกว้างออกไปอีก
          จากรายงาน Huawei Global Connectivity Index (GCI) ประจำปี 2017 มีข้อค้นพบหลายประการที่แสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆ มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจโดยมีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวผลักดัน วัดจากข้อมูลตัวชี้วัดจำเพาะ 40 ตัว ซึ่งครอบคลุมเทคโนโลยีขับเคลื่อนหลัก 5 ตัว อันได้แก่ บรอดแบนด์, ดาต้าเซ็นเตอร์, คลาวด์, บิ๊กดาต้า และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์
          การลงทุนใน 5 เทคโนโลยีนี้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตขึ้น การวางนโยบายจากภาครัฐจะสามารถยกระดับการเชื่อมโยงสื่อสารให้มีศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และความพร้อมด้านไอซีทีสามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในทิศทางบวกของประเทศได้เป็นอย่างดี
          จากรายงาน GCI 2017 ความก้าวหน้าในการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลกกำลังรุดหน้าไปเรื่อยๆ โดยตั้งแต่ปี 2015 คะแนน GCI ของทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4%
          เทคโนโลยีไอซีทีได้กลายเป็นกลไกที่คอยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ
          ในบรรดา 50 ประเทศที่นำมาวิเคราะห์ในครั้งนี้ พบว่ามี 16 ประเทศจัดอยู่ในกลุ่ม Frontrunner  21 ประเทศจัดอยู่ในกลุ่ม Adopter ส่วนอีก 13 ประเทศจัดอยู่ในกลุ่ม Starter โดยการแบ่งกลุ่มนี้สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศไปสู่ยุคดิจิทัล
          สำหรับประเทศกลุ่ม Frontrunner ซึ่งมีค่าจีดีพี เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 50,000 ดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและยังคงมีการยกระดับการใช้งานดิจิทัล บิ๊กดาต้า และ IoT อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนสู่สังคมอัจฉริยะอย่างมีประสิทธิภาพ
          กลุ่ม Adopter เป็นประเทศที่มีค่าจีดีพี เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 15,000 ดอลลาร์ และให้ความสำคัญกับการเพิ่มปริมาณการใช้งานด้านไอซีทีเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ
          ประเทศกลุ่ม Starter ซึ่งมีค่าจีดีพี เฉลี่ยต่อหัวอยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์ ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีและเน้นไปที่การจัดหาเทคโนโลยีไอซีทีเพิ่มเติมเพื่อให้คนเข้าถึงโลกดิจิทัลได้มากยิ่งขึ้น  รายงานยังระบุว่า นักวางแผนเศรษฐกิจควรคำนึงถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันที่กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นอันดับแรกโดยชี้ให้เห็นว่า "ความไม่เท่าเทียมกันด้านดิจิทัล กลายมาเป็นช่องว่างด้านดิจิทัลแล้ว"
          ข้อมูล GCI ในช่วง 3 ปี มองเห็นความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้น เป็นเหมือนปรากฏการณ์แมทธิว ทฤษฎีสังคมมานุษยวิทยาในเวอร์ชั่นของไอซีที ที่ระบุไว้ว่า "คนรวยมีแต่จะรวยขึ้น แต่คนจนกลับยิ่งจนลง"  ผู้กำหนดนโยบายต้องเข้าใจก่อนว่าช่องว่างด้านดิจิทัลที่ขยายกว้างออกไปนี้ จะส่งผลต่อทุกภาคส่วนของสังคมและเศรษฐกิจ ประเทศที่ไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาด้านความเป็นอยู่ การศึกษา และโอกาสในการมีงานทำของคนในชาติด้วย
          ประเทศกลุ่ม Frontrunner มีค่า GCI เพิ่มขึ้น 4.7 คะแนนตั้งแต่ปี 2015-2017 จากการใช้เทคโนโลยีคลาวด์ บิ๊กดาต้า และ IoT ขณะที่ประเทศกลุ่ม Adopter มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.5 คะแนน กลุ่มประเทศ Starter ที่ช้ากว่านั้นรั้งท้ายในด้านขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเศรษฐกิจดิจิทัล 2.4 คะแนน
          เมื่อลงรายละเอียดในแต่ละประเทศ พบว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที ซึ่งสะท้อนออกมาผ่านอันดับตัวเลข GCI โดยปีนี้ ไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 33 จาก 50 ประเทศกลุ่มตัวอย่าง และเมื่อวิเคราะห์อย่างรอบด้าน พบว่าไทยมีทั้งจุดแข็งและโอกาสในด้านต่างๆ
          ไทยจัดอยู่ในกลุ่ม Adopter ระยะเริ่มต้นมีคะแนนโดดเด่นในการประเมินผลด้านบรอดแบนด์ ได้คะแนนเต็มด้านความครอบคลุมการให้บริการเครือข่ายโมบายบรอดแบนด์ สำหรับความครอบคลุมด้านการให้บริการ 4จี ไทยมีคะแนนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 2 เป็น 4 คะแนนในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
          ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากการอนุมัติแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งตั้งเป้าติดตั้งสัญญาณบรอดแบรนด์ให้ครอบคลุม 24,700 หมู่บ้าน โดยจะติดตั้งทั้งไฟเบอร์ออพติกและฟรี ไวไฟ
          นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมติดตั้งฟิกซ์ไลน์บรอดแบรนด์ความเร็วสูงราคาถูกแก่ประชาชนตามหมู่บ้านแนวชายขอบ เพื่อช่วยลดปัญหาช่องว่างทางดิจิทัล ครอบคุลม 3,920 หมู่บ้าน และฟรี ไวไฟ ฮอตสปอทอีก 5,229 จุด รวมถึงศูนย์บริการอินเทอร์เน็ตสาธารณะใน 62 จังหวัด ภายในกลางปี 2018 อีกด้วย ไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นดิจิทัลอินฟราสตรัคเจอร์ฮับ ซึ่งเห็นได้จากความมุ่งมั่นของรัฐบาลเพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตด้านดิจิทัล ที่สะท้อนเป็นรูปธรรมผ่านทางหลายโครงการ รวมถึงแผนกพัฒนาสมาร์ทซิตี้ รัฐบาลและอุตสาหกรรมยอมรับว่าการลงทุนด้านไอซีทีและการเพิ่มขึ้นของจีดีพี โดยทั่วไปนั้นมีความสัมพันธ์กัน  ประเทศที่มีอัตราการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีเพิ่มขึ้น 10% ต่อปี นับตั้งแต่ปี 2017-2025 นั้น จะส่งผลเป็นทวีคูณ
          "เราพบว่า ทุกๆ มูลค่าการลงทุนด้านไอซีทีที่เพิ่มขึ้น 1 ดอลลาร์ จะสามารถให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ จากตัวเลขจีดีพีในปัจจุบัน และเพิ่มขึ้นเป็น 3.70 ดอลลาร์ในปี 2020 และผลตอบแทนที่จะกลับคืนมาถึง 5 ดอลลาร์ในปี 2025"
          "ความไม่เท่าเทียมกันด้านดิจิทัล กลายมาเป็นช่องว่างด้านดิจิทัลแล้ว"