ขบวนรถไฟหุ้น"ไฮเทค" เสี่ยงระดับ6-7ริกเตอร์

พูลศรี เจริญ จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
          ปัจจุบันอุตสาหกรรมกองทุนรวมบ้านเราทยอยออกกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) สำหรับลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะ หรือเรียกว่า เซ็กเตอร์ฟันด์
          ส่วนระดับความเสี่ยง แน่นอนต้องสูงพอสมควร หรืออยู่ที่ระดับ 6 และ 7 ริกเตอร์
          แต่ก็นั่นละ ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็เร้าใจไม่เบา เมื่อคลิกไปที่เว็บไซต์มอร์นิ่งสตาร์ ส่องผลตอบแทนย้อนหลัง 7 เดือน (ณ วันที่ 31 ก.ค. 2560) พบว่า แชมป์ทำผลตอบแทนได้สูงสุด คือ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ บิลเลียนแนร์ ให้กำไร 20.67%
          อันดับ 2 กองทุนเปิดเค หุ้นยูเอส ดัชนีเอ็น ดีคิว 100 ชนิดจ่ายเงินปันผล ให้กำไร 19.55%
          อันดับ 3 กองทุนเปิด เค ยูเอสเอ หุ้นทุน ให้กำไร 17.38%
          อันดับ 4 กองทุนเปิดทหารไทย US Blue Chip Equity ให้กำไร 16.06%
          อันดับ 5 กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นยูเอส ให้กำไร 10.34%
          มีคำแนะนำดีๆ จากกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ที่กล่าวว่า แม้เทรนด์เทคโนโลยีเป็นเทรนด์ใหญ่ของโลกเช่นเดียวกับธุรกิจเฮลท์แคร์ แต่ด้วยราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นสูงมากแล้ว ดังนั้นจึงแนะนำให้ลงทุนด้วยความระมัดระวัง แต่หากมองการลงทุนระยะยาวถือว่าน่าสนใจ
          คำแนะนำการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นอกจากดูดัชนี S&P 500 แล้ว นักลงทุนต้อง ดูดัชนีตลาดหุ้นแนสแด็กประกอบด้วย เนื่องจากเป็นแหล่งรวมหุ้นกลุ่มนี้มากที่สุด
          กิตติคุณ แนะหลักการเลือกกองทุนหุ้นเทคโนโลยี ว่า นอกจากดูบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ที่ออกกองทุนแล้ว นักลงทุนควรศึกษาพอร์ตลงทุนและกองทุนหลัก (มาสเตอร์ฟันด์) ที่ บลจ.ส่งเงินไปลงทุนด้วย เพราะแต่ละกองทุนจะมีความเชี่ยวชาญในหุ้นไฮเทคไม่เหมือนกัน และพบว่าพอรต์ส่วนใหญ่ หรือประมาณ 60-70% จะลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ
          ขอยกตัวอย่างหลักการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่บริษัทจัดการลงทุนบ้านเราไปลงทุน
          พีรพงศ์ จิระเสวีจินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและการลงทุน
          บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า กองทุน B-INNOTECH จะมุ่งหาผลตอบแทนในระยะยาวโดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการหรือบริการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์จากความก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ผู้จัดการกองทุนหลักมีแนวทางการวิเคราะห์หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีเป็นรายบริษัทที่น่าสนใจ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
          กลุ่มแรก Growth Company หมายถึง บริษัทที่จะเติบโตสูงในระยะยาวจากการที่มีนวัตกรรม หรือเทคโนโลยีที่เมื่อนำเข้ามาใช้แล้วจะส่งผลกระทบต่อการตลาดของผลิตภัณฑ์เดิม รวมทั้งอาจจะทำให้ธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีแบบเดิมๆ ล้มหายตายจากไป การลงทุนบริษัทในกลุ่มนี้กองทุนหลักจะถือลงทุนอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป
          กลุ่มที่ 2 Opportunistic Cyclical เป็นบริษัทที่มีแนวโน้มตามวงจรธุรกิจขาขึ้น
          กลุ่มที่ 3 Special Situations เป็นบริษัทที่มีมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานเหตุจากการที่ขาดปัจจัยใหม่ๆ ที่ชัดเจนในระยะสั้น หรือมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงาน
          ขณะที่ พอล ซัลโลมี หัวหน้ากลุ่มเทคโนโลยี สื่อ และโทรคมนาคมโลก บริษัท ดีลอยท์ ผู้ให้บริการด้านบัญชีและที่ปรึกษา ออกรายงานทิศทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปีนี้ ว่า กลยุทธ์ของบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จะเติบโตได้ในอนาคต ประกอบด้วย 3 แนวทาง
          แนวทางแรก เป็นเทคโนโลยีที่เกิดจากการทำงานข้ามอุตสาหกรรม เช่น บริษัทด้านรถยนต์จับมือบริษัทด้านเทคโนโลยี
          แนวทางที่ 2 การสร้างเทคโนโลยีขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
          ส่วนแนวทางที่ 3 บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ใช้กลยุทธ์เพื่อเติบโตเร็วในหลายพื้นที่ เช่น เอชพีที่แยกตัวเป็น 2 บริษัท โดยบริษัทหนึ่งทำธุรกิจให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศกับลูกค้า และอีกส่วนทำผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หลังแยกตัวบริษัทที่ทำผลิตภัณฑ์ไปซื้อกิจการเครื่องพิมพ์ของซัมซุง
          มาส่องปัจจัยพื้นฐานกันดูกันว่า 5 บริษัทเบอร์ใหญ่ของโลก โชว์กำไรระเบิดระเบ้อขนาดไหน ทั้งนี้เพื่อนักลงทุนจะได้มีข้อมูลรอบด้านสำหรับการพิจารณาว่าราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่วิ่งขึ้นสูงนั้น ผลประกอบการไล่ทันหรือไม่
          อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง ยักษ์ใหญ่อี-คอมเมิร์ซของจีน ไตรมาสแรก (เม.ย.-มิ.ย.) รายได้พุ่ง 56% สู่ระดับ 5.018 หมื่นล้านหยวน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.77 หมื่นล้านหยวน นอกจากนี้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า สู่ระดับ 2,170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 83 เซนต์/หุ้น
          อาลีบาบา คาดการณ์ไตรมาส 3 ว่า ยอดขายจะอยู่ระหว่าง 3.92-4.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโต 20-28% เทียบกับไตรมาส 3 ปี 2559 ส่วนรายได้จากการดำเนินงานมีโอกาสติดลบ 400 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงมีรายได้ 300 ล้านดอลลาร์ คาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าไม่ได้ซื้อธุรกิจใดๆ เข้ามาเพิ่มเติม หรือรวมการลงทุนใดๆ
          อเมซอน ครึ่งปีแรกมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 1.79 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 37% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดขายสินค้า 7.36 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23.69% รายได้จากการปฏิบัติการ 1,632 ล้านดอลลาร์ ลดลง 724 ล้านดอลลาร์ หรือลดลง 30.73% รายได้สุทธิ 921 ล้านดอลลาร์ ลดลง 32.77% คิดเป็นผลตอบแทน 1.93 ดอลลาร์/หุ้น ลดลง 33.44% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 2.9 ดอลลาร์/หุ้น
          อเมซอน ระบุว่า ปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางบริษัทในอนาคต ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน การเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจโลก และการใช้จ่ายของผู้บริโภค เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก การเติบโตของการใช้อินเทอร์เน็ต การซื้อขายออนไลน์ และการใช้บริการคลาวด์ เป็นต้น ไม่นับรวมผลกระทบจากการเข้าซื้อกิจการโฮล ฟู้ดส์ มาร์เก็ต
          เฟซบุ๊ก โชว์กำไร 2 ที่ 1.3 แสนล้านบาท เติบโต 71% ปัจจุบันเฟซบุ๊กมีผู้ใช้งาน 2,000 ล้านคนทั่วโลก/เดือน และมี 1,300 ล้านคนทั่วโลก ที่เล่นเฟซบุ๊กทุกวัน
          อัลฟาเบท (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล ไตรมาส 2 มีรายได้ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.565 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรต่อหุ้นของบริษัทอยู่ที่ 5.01 ดอลลาร์ สูงกว่าระดับคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 4.49 ดอลลาร์
          แอปเปิ้ล กำไรไตรมาส 3 อยู่ที่ 8,720 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 1.67 ดอลลาร์/หุ้น เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีของก่อน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 7,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.42 ดอลลาร์/หุ้น และสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 1.57 ดอลลาร์/หุ้น
          ทั้งนี้ แอปเปิ้ลเปิดเผยถึงผลประกอบการ ที่แข็งแกร่ง มาจากยอดขายไอโฟน เพิ่มขึ้นมา อยู่ที่ 41.03 ล้านเครื่อง สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
          จากข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทุกแง่มุมที่กล่าวมา หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางให้นักลงทุนทั้งผู้ที่ลงทุนไปแล้ว และผู้ที่เตรียมจะลงทุนเพื่อเกาะไปกับเมกะเทรนด์ จะเดินทางด้วยความปลอดภัยตลอดเส้นทางการลงทุน

          "การลงทุนในหุ้นไฮเทค ซึ่งเป็นเซ็กเตอร์ฟันด์ แนะนำ ให้ใช้หลักการเดียวกับกลุ่มเฮลท์แคร์คือ ไม่ทุ่มสุดตัว แต่ควรลงทุนในสัดส่วน 10-15% ของเงินที่ลงทุนในหุ้น เปาหมายเพื่อเพิ่มผลตอบแทน"