เปิดหนังสือ กสทช.แจงยิบ "เน็ตชายขอบ"

กรุงเทพธุรกิจ   การประมูลโครงการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่ชายขอบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หรือ เน็ตชายขอบ ที่เปิดประมูล 8 สัญญานั้น สิ้นสุดการประมูลด้วยวิธี อี-ออคชั่น ไปตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา และสำนักงาน กสทช.เองหมายมั่นว่าจะลงนามในสัญญาร่วมกับเอกชนผู้ชนะการประมูลได้ในเดือนส.ค.นี้ แต่แล้วโครงการดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงเพราะสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุด 7 ส.ค.2560 มีความเห็นท้วงติงเกี่ยวกับโครงการและให้คำนึงถึงผลกระทบ นโยบาย และเจตนารมณ์ของรัฐบาล ข้อกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้อง และขอให้ทบทวนการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประโยชน์และไม่ส่งผล กระทบในระยะยาวต่อรัฐอย่างแท้จริง โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช.ทำหนังสือตอบกลับชี้แจง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
          ร่ายข้อก.ม.เงินยูเอสโอ
          เลขาธิการกสทช.ยืนยันว่าที่ผ่านมา กสทช. ได้ดำเนินการตามมติครม.มาตลอด วันที่ 12 ก.ค.2560 ได้จัดประชุมระหว่าง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) บมจ.ทีโอที และ สำนักงาน กสทช. ซึ่งได้ข้อยุติร่วมกันว่า กสทช. ไม่สามารถมอบหมายภารกิจการจัดให้มีบริการ ยูเอสโอให้แก่บริษัท เอ็นบีเอ็น จำกัด ในเครือทีโอที ไปดำเนินการโดยตรงได้ เนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติตามกฎหมายของ กสทช. ที่บัญญัติ ให้ กสทช. จะต้อง มอบหมายภารกิจยูเอสโอให้แก่ผู้รับใบอนุญาตแต่ละรายดำเนินการในส่วนของตนเองเท่านั้น
          หรือหาก กสทช. ไม่ดำเนินการภารกิจยูเอสโอเองก็ให้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ดำเนินการแทนก็ได้ โดยมีรายละเอียด ข้อกฎหมาย โดยที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 17 และ มาตรา 18  ได้บัญญัติให้การจัดให้มีบริการ ยูเอสโอเป็นอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายของ กสทช. โดยสามารถกระทำได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ 1. มอบหมายให้แก่ผู้รับใบอนุญาตแต่ละรายดำเนินการตามภาระหน้าที่ที่ กสทช. กำหนด ซึ่งการดำเนินการในส่วนนี้ กสทช. ไม่มีอำนาจมอบหมายงานยูเอสโอของผู้รับใบอนุญาตรายหนึ่งไปให้ผู้รับใบอนุญาต อีกรายหนึ่งดำเนินการแทนได้ หรือ 2.ให้ผู้รับ ใบอนุญาตนำส่งค่าธรรมเนียมยูเอสโอแก่กองทุน วิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์ สาธารณะ (กทปส.)  "จากข้อกฎหมายทั้งหมดที่กล่าวมา ข้างต้น จะเห็นได้ว่า การมอบหมายภารกิจ การจัดให้มีบริการยูเอสโอของ กสทช. ให้หน่วยงานอื่นดำเนินการแทน ตามกฎหมาย ได้กำหนดให้ กสทช. สามารถมอบให้แก่ สดช.ได้เท่านั้น ดังนั้น กสทช. จึงไม่ สามารถมอบหมายให้แก่เอ็นบีเอ็นได้
          ทั้งนี้ หาก กสทช. ดำเนินการ มอบหมายภารกิจให้แก่เอ็นบีเอ็นโดยตรง ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย แต่หาก ครม. จะมีมติให้ กสทช. ดำเนินการ อื่นนอกเหนือจากการดำเนินการภารกิจยูเอสโอดังกล่าวนี้ โดยเป็นการดำเนินการ ที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้ว กสทช. ยินดีให้ความร่วมมือ" นายฐากร ระบุ
          เดิมสำนักงาน กสทช. ได้มีแผนเตรียมการดำเนินโครงการจัดให้มีบริการยูเอสโอตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 แต่เมื่อมีคำสั่งคสช. ให้ชะลอการดำเนินโครงการดังกล่าวออกไปก่อน ซึ่งภายหลัง จากที่สำนักงาน กสทช. ได้รับคำสั่งหัวหน้า คสช. ในเดือนส.ค.2559 ว่าให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินโครงการจัดให้มีบริการยูเอสโอต่อไปได้ โดยจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่ซ้ำซ้อนกับงานของกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในสมัยนั้น
          ดังนั้น สำนักงาน กสทช. จึงได้หารือร่วมกับกระทรวงไอซีทีเพื่อร่วมกันพิจารณา พื้นที่เป้าหมายไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน จนกระทั่ง ได้ข้อยุติร่วมกันว่า ไอซีทีจะดำเนินการขยาย โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุม หมู่บ้านในชนบทจำนวน 24,700 หมู่บ้าน ภายใต้ เงินงบประมาณแผ่นดิน และให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการในหมู่บ้าน ในชนบทที่เหลือ จำนวน 15,732 หมู่บ้าน และหมู่บ้านชายขอบ จำนวน 3,920 หมู่บ้าน โดยใช้งบประมาณโครงการจัดให้มีบริการยูเอสโอดังกล่าว
          เคาะราคา 'เดือนละ 100 บาท'
          ในการจัดให้มีบริการยูเอสโอภายใต้ความรับผิดชอบของกสทช. นั้น ต้องการให้ประชาชนในพื้นที่ชนบทและถิ่นทุรกันดาร ได้มีโอกาสเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อสร้างเสริมอาชีพ รายได้ เป็นแหล่งรวม องค์ความรู้ต่างๆ มีอัตราค่าบริการที่ต่ำกว่า อัตราปกติที่เอกชนให้บริการ โดยผู้ให้บริการ ไม่สามารถนำต้นทุนในส่วนที่เป็นอุดหนุนของรัฐ มาใช้ในการคิดคำนวณเป็นต้นทุนในการ ให้บริการได้ หากแต่ต้องพิจารณาถึงต้นทุนที่ สำนักงาน กสทช. สนับสนุนแก่ผู้ให้บริการที่ชนะการประกวดราคาไปแล้วเท่านั้น ซึ่งสำหรับบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่มีความเร็ว 30 เมกนั้น จะต้องลดลงจาก 599 บาทต่อเดือน เหลือประมาณไม่เกิน 200 บาทต่อเดือน  ส่วนแพ็คเกจพิเศษสำหรับประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่มีความต้องการความเร็วอินเทอร์เน็ตต่ำกว่าที่กำหนด เช่น แพ็คเกจความเร็ว 10 เมกราคาประมาณไม่เกิน 100 บาท ต่อเดือน แพ็คเกจความเร็ว 15 เมก ราคาประมาณ ไม่เกิน 150 บาทต่อเดือน ซึ่งมาตรการทางด้าน ราคาดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนให้ประชาชนในพื้นที่โครงการสามารถ เข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างทั่วถึง
          ทั้งนี้ ผู้ชนะการประกวดราคาจะต้องเริ่มดำเนินโครงการภายในเดือนก.ย. 2560 และภายในเดือนธ.ค.2560 จะต้องเปิด ให้บริการ 15% ของจำนวนหมู่บ้านเป้าหมาย ในเดือนเม.ย.2561 จะต้องเปิดให้บริการ 60% ของจำนวนหมู่บ้านเป้าหมาย และ เดือนก.ค.2561 จะต้องเปิดให้บริการครบทุกหมู่บ้าน
          ยันพื้นที่ลงทุน 'ไม่ทับซ้อน'
          สืบเนื่องจากข้อทักท้วงของ สตง. ในเรื่องความซ้ำซ้อนในการลงทุนยังไม่มี ความชัดเจนว่าเป็นความซ้ำซ้อนในเรื่องใดประเด็นใด สำนักงาน กสทช. จึงขอชี้แจงว่า หาก สตง. หมายถึงความซ้ำซ้อนในมิติของพื้นที่เป้าหมายในระดับหมู่บ้านที่เป็น การทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงดีอี กับสำนักงาน กสทช. นั้น ขอเรียนว่า การดำเนินการในเรื่องนี้ ได้มีการแต่งตั้ง คณะทำงานร่วมระหว่างสองหน่วยงาน โดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ และกรรมการ กสทช. เป็นประธาน ร่วมกัน เพื่อพิจารณากำหนดพื้นที่เป้าหมาย การขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุม ทุกหมู่บ้านให้ปราศจากความซ้ำซ้อนในการ ดำเนินงาน ของทั้งสองหน่วยงาน
          ทั้งนี้ การพิจารณากำหนดพื้นที่เป้าหมาย ของคณะทำงานฯ นั้น ได้มีการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และด้วยกระบวนการ ทั้งหมด ที่ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง้มีส่วนร่วม ในการให้ข้อมูลต่างๆ ดังกล่าว จึงทำให้การกำหนด พื้นที่เป้าหมายระหว่างสองหน่วยงานไม่ก่อให้เกิด ความซ้ำซ้อนกันแต่อย่างใด
          การประกวดราคาในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วม การประกวดราคาแข่งขันจำนวน 5 ราย โดย มีราคากลางของโครงการฯ มูลค่า 13,614 ล้านบาท และเมื่อสิ้นสุดการประกวดราคาแล้วมียอดการประกวดราคาเป็นมูลค่า 12,989 ล้านบาท จากผลการประกวดราคาในครั้งนี้ทำให้รัฐประหยัดเงิน ไปถึง 624 ล้านบาท
          สำนักงาน กสทช. ยินดีน้อมรับความเห็นของ สตง. เพื่อนำไปปฏิบัติต่อไป โดยหาก สตง. พิจารณาเหตุผลของสำนักงาน กสทช. ที่กล่าวมา ทั้งหมดแล้วยังคงยืนยันตามความเห็นเดิม สำนักงาน กสทช. พร้อมที่จะยุติโครงการ ดังกล่าว และจะได้มอบหมายให้หน่วยงาน ของรัฐอื่นดำเนินการแทนภายใต้กรอบอำนาจ ตามกฎหมายของ กสทช. ต่อไป