ทุนรุกเปลี่ยนเกมเทงบค้น IOT พลิกโลก

ประกายดาว แบ่งสันเทียะ
          กรุงเทพธุรกิจ
          ธุรกิจอัจฉริยะยุคต่อไปสั่งการผ่านระบบ IoT เข้มข้นเชื่อมทุกอุปกรณ์ไอทีเข้ากับวิถีชีวิตผู้คนเช้าจรดค่ำกลายเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ปั้นไทยพลิกเกมชิงตำแหน่ง"ฮับ"เทคโนโลยีอาเซียน
          IoT (IoT-Internet of Things) พัฒนาการของการสั่งการทุกสรรพสิ่ง เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต !
          เทรนด์ล้ำๆที่กำลังรุกเข้ามาเปลี่ยนโลก เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนในทุกๆกิจกรรม ที่ต้องพึ่งพาการทำงานของอุปกรณ์ IoT ในทุกรูปแบบ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ  ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต้องปรับตัวลงทุนขนานใหญ่เพื่อรับ"เมกะเทรนด์"ที่ว่านี้
          งานวิจัยจากการ์ทเนอร์ (Garner) กลุ่มวิจัย และให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ระบุว่า เมื่อถึงจุดที่ IoT ระเบิดเทคโนโลยีกระจายไปอย่างกว้างขวาง มูลค่าธุรกิจนี้ จะเพิ่มขึ้น"ทวีคูณ" โดยเฉพาะในภูมิภาคที่เป็นตลาดเดียวกัน(Single Market) อาทิ การรวมกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่กำลังเร่งพัฒนาตัวเอง ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีการสื่อสาร อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อัพเกรดประเทศให้ก้าวสู่"โลกยุคใหม่"
          ตอกย้ำความคิดดังกล่าว ในงานสัมมนา "IoT Business Platform" ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งมีผู้แทนขององค์กรระดับโลกขึ้นเวทีถ่ายทอดแนวคิดอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง พร้อมทั้งบอกด้วยว่า ยักษ์ธุรกิจอย่างพวกเขาลงทุนเพื่อรองรับการมาอย่างเข้มข้นของ IoT อย่างไร ประกอบด้วย ผู้แทนจากยักษ์ธุรกิจไอทีอย่าง ไมโครซอฟท์ จากสหรัฐอเมริกา "เคพีเอ็มจี" บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจรายใหญ่ ของโลก สัญชาติญี่ปุ่น รวมถึงผู้ให้บริการ เครือข่ายโทรศัพท์รายใหญ่ อย่าง บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) โดยรายหลังประเมินว่า ไทยจะมีอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ IoT มากกว่า 400 ล้านเครื่อง ภายในปี 2562 หรือในอีก2 ปีจากนี้  นักลงทุนในเวทีสัมมนาดังกล่าว ยังมองเป็นภาพเดียวกันว่า ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการพัฒนา ระบบ IoT หลังจากที่รัฐบาลไทยผลักดันการลงทุนด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายให้ไทยเป็น "ศูนย์กลาง" ด้านการเชื่อมต่อด้านเทคโนโลยีชั้นสูง จากการแปลงข้อมูลมหาศาลในโลกออนไลน์ (Big Data) สู่การวิเคราะห์ข้อมูล (Analytics)
          บริษัท ฟรอส์ท แอนด์ ซัลลิวัน(Frost & Sullivan) ยังเผยว่า ไทยจะก้าวไปเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยี ดิจิทัล ภายในปี 2563 โดยจะมีการใช้จ่ายด้าน IoT มูลค่า 57.7 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,894 ล้านบาท) ในปี 2557 มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 1,600 % หรือมูลค่า 973.3 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 32,343 ล้านบาท) ภายในปี 2563
          โดยส่วนใหญ่ IoT จะเข้าไปอยู่ในอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งในการของการ อำนวยความสะดวกให้ภาครัฐนำอุปกรณ์ด้าน IoT มาใช้ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ซึ่งรัฐบาลไทยได้ประกาศแผนลงทุนนำร่องแล้วในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC- Eastern Economic Corridor) สอดรับกับ ฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่กำลังขยายการลงทุนในพื้นที่แห่งนี้
          ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เล่าถึงแนวทางการส่งเสริม IoTของรัฐ เพื่อผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นไทยแลนด์4.0 โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ต่อยอดอุตสาหกรรมดั้งเดิม และพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรมและบริการใหม่จาก IoT มีส่วนทำให้ประเทศติดสปีด พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
          โดยการส่งเสริมการลงทุน ประกอบด้วย การส่งเสริมการสร้างแพลตฟอร์ม เพื่อเป็นศูนย์และอุปกรณ์การรับส่งและวิเคราะห์ข้อมูล ที่จะนำไปสู่การบริหารจัดการการประมวลผลการทำงาน ซึ่งปัจจุบัน มีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ (NECTEC) ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม IoT ขึ้นมาชื่อ "เน็ตพาย" (NETPIE) ซึ่งจะถูกผลักดันให้ เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการใช้งาน IoT ของประเทศไทย เป็นเหมือนตัวกลางเชื่อมนักพัฒนา และนักประดิษฐ์ให้คิดค้นอุปกรณ์IoTมาเชื่อมต่อการทำงาน
          นอกจากนี้ ยังมี TESPA แพลตฟอร์ม IoT สัญชาติไทย เกิดจากการพัฒนาร่วมกันของ3 บริษัทไอทีของไทย ได้แก่ Gravitech ผู้พัฒนาฮาร์ดแวร์ Maker Asia ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม IoT และ Deaware ผู้พัฒนาเฟิร์มแวร์และซอฟต์แวร์
          โดยแพลตฟอร์ม จะเป็นจุดตั้งต้นเปรียบเสมือน "ถนนเชื่อม" ให้ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ IoT ต่างๆ สร้างสรรค์อุปกรณ์อัจฉริยะ เชื่อมต่อ IoT ต่างๆมีผู้คิดค้นมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้บริการ ต่างประเทศที่ต้นทุนสูงกว่า โดยมีทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ โมบายแอพ และการบริการเก็บข้อมูลบนคลาวด์เซอร์วิส  ด้านการส่งเสริมการพัฒนาอุปกรณ์ IoT มีการส่งเสริมการพัฒนาด้านการดึงดูด นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ๆ เข้ามาลงทุนในไทย และการส่งเสริมคนไทยคิดและพัฒนา จนนำไปสู่ธุรกิจเกิดใหม่(Startups)
          สำหรับอุปกรณ์ IoT แบ่งเป็น 3 ด้านคือ 1 เทคโนโลยีรับรู้ข้อมูล เช่น เซ็นเซอร์ 2.เทคโนโลยีการสื่อสาร เช่น ระบบสมองกล ฝังตัว รวมถึงการสื่อสารแบบไร้สายที่ใช้พลังงานต่ำ อาทิ Zigbee, 6LowPAN, Low-power Bluetooth และ 3.เทคโนโลยีประมวลผลข้อมูล เช่น เทคโนโลยีประมวลผล แบบคลาวด์ และวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data Analytics
          พันธ์ศักดิ์ ยังระบุว่า ภาครัฐอยู่ระหว่างการจัดตั้ง "สถาบัน IoT" โดยศึกษารูปแบบ การจัดตั้งว่าจะเป็นรูปแบบเอกชนลงทุน หรือร่วมทุน (Joint Venture) จะเป็นรากฐานสำคัญ ที่เข้าไปส่งเสริมการพัฒนา IoT ให้เกิดความหลากหลายทั้งประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้รุดหน้าไปอีกขั้น ตั้งแต่ อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และการเชื่อม IoT กับภาคการเกษตร เพื่อลดต้นทุน ลดระยะเวลา สร้างประสิทธิภาพในการดำเนินการได้อย่างมหาศาล
          นอกจากนี้ รัฐยังเดินสายเชิญชวนนักลงทุนด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ให้เข้ามา ลงทุนในไทย ไม่ว่าจะเป็น กูเกิล ซิสโก้ ไมโครซอฟท์ และซูเปอร์แนป (Supernap) รายหลังเป็น 1 ใน 5 ของธุรกิจรับฝากเก็บข้อมูล (DATA Center) ของโลก เป็นต้น เพื่อให้เข้ามาลงทุนเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ Digital Park Thailand ที่ จ.ชลบุรี และยังอยู่ระหว่างหารือเพื่อจัดตั้งสถาบัน IoT ที่อยู่ใน ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งจะเป็นอุตสาหกรรมสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรม EEC รวมถึงการ เชื่อมต่อภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นการลงทุนด้านสมาร์ทซิตี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติงบประมาณ ลงทุนด้านโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงบรอดแบนด์)มูลค่า 2 หมื่นล้านบาทโดยวางเป้าหมายให้ขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจาก 33% เพิ่มเป็น 80% ภายใน 3 ปี ทำให้ประเมินว่าการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคนไทยทั้งประเทศ จะเพิ่มเป็น 95% ภายในปี 2563 ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนา ประเทศให้คนเข้าถึงการค้าออนไลน์ การศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และการบริหารภาครัฐ ผ่านอินเทอร์เน็ต
          ฮิเดโนริ ฟุรุคาวา กรรมการบริหาร และที่ปรึกษาธุรกิจ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด เผยถึงผลสำรวจ มุมมองของผู้บริหารองค์กร (CEO Outlook 2017) จาก 1,300 คน พบว่า ทุกคนมองเห็นตรงกันว่าเทรนด์ดิจิทัลเป็นสิ่งที่องค์กรต้องปรับตัวให้ทันกับภูมิทัศน์ที่กับเปลี่ยนแปลงทั้งตลาด และแบรนด์ ผลสำรวจเห็นว่า 74% ของซีอีโอ วางกลยุทธ์ใช้ประโยชน์
          จากเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเข้าชิงความ
          ได้เปรียบจากคู่แข่งในตลาด
          ใครเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ได้ไวกว่าคนนั้นก็ขึ้นเป็นผู้นำใน
          เซ็คเตอร์นั้นได้
          เมืองไทยมีสถานการณ์ไม่แตกต่างจากญี่ปุ่น คือกำลังเข้าสู่สังคม ผู้สูงวัย ขาดแคลนแรงงาน แต่วางเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวปีละ 5% ใน 5 ปีข้างหน้า ดังนั้นความท้าทายนี้จึงต้องใช้เทคโนโลยี IoT เข้ามาแทนที่การทำงานของแรงงานในปัจจุบัน และเป็นเครื่องมือสำคัญที่ยังทำให้คงประสิทธิภาพการผลิต และการบริการเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต
          ยัง ซู ลี (Young Su Lee) ผู้แทนจากสำนักงานธุรกิจโกลบอล เอสเค เทเลคอม (SK Telecom) ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี มีส่วนแบ่งทางการตลาด 49% มีผู้ใช้บริการ 29 ล้านเลขหมาย ยอดขาย รวม 15,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี บอกว่า สิ่งที่ ทำให้ SK Telecom ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดได้ เพราะการพัฒนาด้วยIoT ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้กับคนในเกาหลีครอบคลุม พื้นที่ 99% ยังพัฒนาIoT ไปสู่การบริการดูแลสินทรัพย์ คุ้มครองความปลอดภัย ด้าน โลจิสติกส์ ดูแลสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร รวมทั้ง การสร้างระบบนิเวศน์ของการสร้างเครือข่าย พันธมิตรทางธุรกิจแทนต้องแข่งขันกัน
          "ผลสำรวจเห็นว่า 74% ของซีอีโอ วางกลยุทธ์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเข้าชิงความ ได้เปรียบจากคู่แข่ง ในตลาด