กสทช.ฝากบอร์ดใหม่กำกับ"5จี-ไอโอที"

กรุงเทพธุรกิจ - ในงาน "เสวนาวิชาการ 6 ปี กสทช. พันธกิจโทรคมนาคม สู่ยุคไทยแลนด์ 4.0" วานนี้ (15 ส.ค.)
          พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า เดือนต.ค.นี้ กรรมการ กสทช.จะหมดวาระลง หลังจากที่ทำงานมาตลอด 6 ปี
          ที่ผ่านมาได้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งระดับชาติและระดับโลก โดยเฉพาะการเปิดประมูลคลื่นความถี่ในหลายย่าน และการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานมาสู่ใบอนุญาต พันธกิจของ กสทช.ที่ต้องเร่งดำเนินการคือการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการมาของ 5จี และอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) ที่เข้าสู่บริการเชิงพาณิชย์เร็วกว่าที่สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ประมาณการไว้ว่า จะมาในปี 2563
          ส่งผลให้ กสทช.ต้องเร่งกำหนดแนวทางกำกับดูแลและส่งเสริมให้มีการพัฒนาและนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวทางไทยแลนด์ 4.0 เบื้องต้นจะมีการจัดทาร่างประกาศเกี่ยวกับไอโอทีและเตรียมให้มีการประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับการเข้ามาของ 5จี
          ด้านนายประวิทย์  ลี่สถาพรวงศา กรรมการกสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่าประเด็นเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมที่สำคัญในเวลานี้คือความปลอดภัยไซเบอร์ (ไซเบอร์ ซิเคียวริตี้) ภัยคุกคามไซเบอร์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลายิ่งเมื่อการเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายทำได้ง่ายและเกิดขึ้นกับทุกอุปกรณ์ที่มีไอโอทีโอกาสที่มิจฉาชีพจะใช้ช่องโหว่ที่ถูกมองข้ามโจมตีเข้าสู่ระบบทำให้เกิดความเสียหายจึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การดูแลเรื่องความปลอดภัยจึงต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ผู้ผลิตเทคโนโลยี ผู้นาเทคโนโลยีมาให้บริการ ผู้กำกับดูแลที่ต้องมีหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบและเอาผิดกับมิจฉาชีพเป็นหลักเกณฑ์
          ขณะที่ผู้บริโภคเองต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงและตื่นตัวที่จะป้องกันตัวเอง ปัญหาของผู้บริโภคในอนาคตไม่ได้อยู่แค่อินเทอร์เน็ตหลุด สัญญาณไม่ดี ราคาค่าบริการแพง แต่จะเป็นประเด็นเกี่ยวกับความปลอดภัย กสทช.มีความร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการวางแนวทางให้เกิดความปลอดภัยในการการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ
          โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเงินและการทำธุรกิจ อย่างไรก็ดี การรอดพ้นจากปัญหาความปลอดภัยไซเบอร์ผู้บริโภคจะต้องรู้เท่ากันกับภัยคุกคามและผู้กำกับดูแลต้องตื่นตัวที่จะกำหนดแนวทางที่เหมาะสม
          นายประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ กรรมการ กสทช.ด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องเป็นความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ภาครัฐและผู้กำกับดูแลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนมีแนวทางส่งเสริมและดูแลที่เป็นธรรมและเหมาะสม เอกชนต้องตื่นตัวเตรียมบริการและแอพพลิเคชั่นที่จะให้บริการ ขณะที่ผู้บริโภคต้องหาความรู้และทำความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง
          ด้าน พล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร กรรมการกสทช.ด้านบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง กล่าวว่า หน้าที่ของกสทช. โครงการแผนการจัดการให้มีการกระจายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (ยูเอสโอ)เพื่อให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในเขตหมู่บ้านที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล3,920 หมู่บ้าน หรือที่เรียกว่า โซนซีตามโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ
          โดยที่ผ่านมา พื้นที่ดังกล่าวไม่มีทั้งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และสัญญาณอินเทอร์เน็ต และอยู่นอกเหนือขอบเขตการดำเนินงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี)
          การทำงานที่ผ่านมาภายใต้โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และติดตั้งบรอดแบนด์ให้ครบภายในสิ้นปี 2561
          สำหรับการทำงานเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทุกคนว่าโครงการดังกล่าวจะดำเนินการด้วยความโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ากับวงเงินที่ได้ดำเนินการไป