7หุ้นเด่นผลงานเริ่ด โชว์กำไรโตกระฉูด MONO-SYNEX-WICE-COM7-GFPT-UV-SALEE

 เปิดโผ 7 หุ้นเล็ก-กลาง ผลงานเริ่ด-กำไรโตแกร่งทั้งไตรมาส 2 และครึ่งปีแรก “MONO-SALEE” อวดกำไร Q2 โตกระฉูด 200% ฟาก “SYNEX-WICE-COM7” ธุรกิจพีคหนุนกำไรสวย ส่วน “GFPT-UV” พื้นฐานเด่นกำไรดีต่อเนื่อง
          จากการสำรวจกลุ่มหุ้นขนาดเล็ก-กลางที่ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/60 เติบโตแข็งแกร่ง และยังมีแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังได้ดีต่อเนื่อง พบว่า มีอยู่ทั้งหมด 7 หลักทรัพย์ ได้แก่ 1.บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO โดยนายซัง โด ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/60 บริษัทมีกำไรสุทธิ 51 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 294% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 74 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 67 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ทางบริษัทมีรายได้รวมในช่วงไตรมาส 2/60 จำนวน 692 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงปีก่อน โดยเฉพาะรายได้จากการให้บริการสื่อโฆษณาทำได้ที่ระดับ 449 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 32% จากช่วงปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจทีวีดิจิตอลช่อง Mono29 ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสะท้อนมาจากเรตติ้งที่ปรับเพิ่มและในเดือน มิ.ย. 2560 มีเรตติ้งเฉลี่ย 0.866 เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบช่วงปีก่อนที่มีเรตติ้งเฉลี่ย 0.710
          2.บริษัท สาลี่อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ SALEE ทางนายสาทิส ตัตวธร ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 มีกำไรสุทธิจำนวน 16 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 198% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 5 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิจำนวน 32 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 59% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท
          โดยงบไตรมาส 2/60 ที่เติบโต เพราะได้รับปัจจัยหนุนหลักจากการรับรู้รายได้ของบริษัทย่อย คือ บริษัท เพชรสยาม  (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าพลาสติก รวมทั้งบริษัท บงกชแก้ว (ประเทศไทย) ที่เป็นผู้ผลิตชุดสังฆทานรายใหญ่ ที่จำหน่ายผ่านโมเดิร์นเทรดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งรับรู้รายได้เข้ามาเต็มไตรมาสนี้ ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง จะมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
          3.บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX โดยนางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/60 มีกำไรสุทธิรวม 151 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 86% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 81 ล้านบาท และส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิรวม 299 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 66% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 180 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 ที่ปรับเพิ่มขึ้น มาจากภาพรวมรายได้บริษัทที่เพิ่มขึ้นจากยอดขายผลิตภัณฑ์ในทุกกลุ่มสินค้า (Business Unit) เนื่องมาจากการใช้กลยุทธ์เชิงรุกที่เพิ่มส่วนแบ่งตลาดทุกช่องทางและทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ชั้นนาใหม่เข้ามาจัดจำหน่าย ประกอบกับยังมีการร่วมมืออย่างใกลชิดกับผู้ผลิตในการขยายธุรกิจและการพัฒนาการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมลูกค้าทุกพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
          4.บริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE โดยนางอารยา คงสุนทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/60 ของบริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 25 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 66% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 49 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 96% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 25 ล้านบาท
          สำหรับงวดไตรมาส 2/60 ทางบริษัทมีรายได้จากการให้บริการอยู่ที่จำนวน 355 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 63% จากช่วงปีก่อน เป็นผลมาจากการดำเนินการตามแผนงานบริหารของบริษัท รวมถึงการรับรู้รายได้ของบริษัท Sun Express Logistics Pte., Ltd. ในประเทศสิงคโปร์
          5.บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ทางนางวาสนา พงศ์แสงลึก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/60 มีกำไรสุทธิ 126 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 56% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 80 ล้านบาท ส่งผลให้ภาพรวมงวดครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 245 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 45% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 169 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 2 มีรายได้รวมจำนวน 4,967 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำรายได้จำนวน 2,910 ล้านบาท เติบโตขึ้น 43% จากช่วงปีก่อน อีกทั้ง ยังมีการขยายสาขาจากการซื้อทรัพย์สินของบริษัท บางกอก เทเลคอม 999 จำกัด จำนวน 44 สาขา ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2559 รวมถึงการจัดตั้งบริษัท ดับเบิ้ล เซเว่น จำกัด ซึ่งได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับ TRUE และการได้รับสนับสนุนจากแบรนด์ต่างๆ มากขึ้น และเพิ่มสินค้าของแบรนด์ใหม่ เช่น HUAWEI และ OPPO
          6.บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT นายแพทย์อนันต์ ศิริมงคลเกษม ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 บริษัทมีกำไรสุทธิ 494 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิที่ระดับ 381 ล้านบาท ส่งผลให้งวดครึ่งปีแรกบริษัทมีกำไรสุทธิ 918 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 656 ล้านบาท
          โดยงวดไตรมาส 2/60 บริษัทมีรายได้จากการขายรวม 4,165 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเนื้อไก่แปรรูป จำนวน 1,885 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 13% จากปริมาณการส่งออกสินค้าไก่แปรรูปเพิ่มขึ้น 29% และต้นทุนขายลดลงจากราคาวัตถุดิบหลักลดลง
          7.บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV นายวรวรรต ศรีสอ้าน กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/60 ทางบริษัทมีกำไรสุทธิรวม 199 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 27% จากช่วงปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 157 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรกบริษัทมีกำไรสุทธิ 618 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 128% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 271 ล้านบาท
          ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานที่เติบโตมาจากรายได้ขาย บริการและให้เช่าทำได้จำนวน 4,278 ล้านบาท เติบโต 11% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน ส่วนต้นทุนขาย บริการ และเช่าอยู่ที่ 3,065 ล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงปีก่อน ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นเติบโตเป็น 1,212 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 23% จากช่วงปีก่อน
          : MONO มั่นใจปีนี้พลิกมีกำไร
          นายนวมินทร์ ประสพเนตร ผู้ช่วยประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะพลิกกลับมามีกำไรได้ หลังจากขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกันในปี 2558 และปี 2559 และมองว่าในปีต่อๆ ไปผลการดำเนินงานของบริษัทจะเห็นการเติบโตของกำไร เนื่องจากมีรายได้ค่าโฆษณาธุรกิจทีวีเป็นปัจจัยหนุนสำคัญ หลังจากอัตราค่าโฆษณาปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีเรตติ้งเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเติบโตของธุรกิจออนไลน์ยังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะความนิยมในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประชาชนยังอยู่ในระดับสูง และบริษัทเอเจนซี่โฆษณาต่างๆ หันมาโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น
          ทั้งนี้ หากบริษัทมีกำไรในปีนี้และคาดว่าจะมีกำไรต่อเนื่องไปในปีต่อไป บริษัทมีแผนนำกำไรจากการดำเนินงานมาล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่กว่า 600 ล้านบาท ให้หมดไปในปี 2561 ขณะที่ยังเน้นการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และตั้งเป้ามีต้นทุนด้านคอนเทนต์ไม่เกิน 800-1,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งปัจจุบันภาระต้นทุนคอนเทนต์อยู่ที่เกือบ 500 ล้านบาท
          อย่างไรก็ดีบริษัทได้ปรับลดเป้าหมายรายได้รวมในปีนี้ลดลงมาอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 3,300 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทประเมินผลกระทบจากปัจจัยในประเทศในช่วงต้นไตรมาส 4/60 อาจส่งผลต่อรายได้ค่าโฆษณาของช่อง MONO29 ราว 50-60 ล้านบาท จากปกติอยู่ที่ 160-170 ล้านบาท/เดือนในช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้บริษัทต้องเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องการโฆษณา ประกอบกับบริษัทได้เลื่อนฉายภาพยนตร์ไทย 1 เรื่องไปเป็นช่วงไตรมาส 1/61 ทำให้มีผลต่อการประมาณการรายได้ในปีนี้เช่นกัน
          นายนวมินทร์ กล่าวต่อว่า ในช่วงไตรมาส 3/60 บริษัทคาดว่าจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีนี้ เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจทีวีที่ลูกค้าจะมีการใช้งบโฆษณามากที่สุด โดยคาดว่าไตรมาสนี้จะมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจทีวีประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 200 ล้านบาท จะเป็นรายได้จากธุรกิจออนไลน์ และอื่นๆ
          สำหรับธุรกิจทีวีช่องดิจิตอล MONO29 ยังคงคอนเซ็ปต์ "ฟรีทีวีที่มีหนังดีซีรีส์ดังมากที่สุด" เรตติ้งปรับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 4 ในกลุ่มทีวีดิจิตอลที่ระดับ 0.8-0.9 ซึ่งมีอัตราค่าโฆษณาในปัจจุบันเฉลี่ย 27,000 บาท/นาที โดยในช่วงครึ่งปีหลังกลยุทธ์ของช่อง MONO29 จะยังเน้นการฉายหนังและซีรีส์ ซึ่งเตรียมนำซีรีย์ฟอร์มยักษ์จากค่ายดีซี จำนวน 6 เรื่อง พร้อมกับการนำภาพยนตร์ดัง "ทรานส์ฟอร์เมอร์ส" ทั้ง 4 ภาคมาเป็นหนังและซีรีส์แม่เหล็กที่ดึงดูดผู้ชมและเพิ่มเรตติ้ง รวมทั้งมีโอกาสที่อัตราค่าโฆษณาในช่วงสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็นเฉลี่ยที่ 28,000-30,000 บาท/นาที
          ขณะที่แนวโน้มธุรกิจทีวีดิจิตอลช่อง MONO29 ในปี 2561 คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ในเรื่องการยกเลิกการส่งสัญญาณของระบบอนาล็อก ซึ่งมีผลต่อการทำเรตติ้งให้เพิ่มขึ้นอีก โดยบริษัทคาดหวังว่าเรตติ้งในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นมาที่ระดับ 1.0 และมีแนวโน้มที่อัตราค่าโฆษณาจะเพิ่มเป็นเฉลี่ย 30,000-40,000 บาท/นาที สอดคล้องกับทิศทางเรตติ้งที่เพิ่มขึ้น
          ด้านธุรกิจ Subscription Services ที่มีผลิตภัณฑ์ Video on demand ที่อยู่ในแอพพลิเคชั่น MONOMAXXX ยังเห็นการเติบโตของผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด (Market Share) เป็นอันดับที่ 3 ในกลุ่มผู้ให้บริการ Video on demand หรือสัดส่วน 25-35% ซึ่งบริษัทยังคงเพิ่มความหลากหลายของภาพยนตร์และซีรีส์ให้เพิ่มขึ้น
          นอกจากนี้ ในส่วนธุรกิจออนไลน์ บริษัทเตรียมเปิดตัวและโปรโมต SEEMEE ซึ่งเป็นรูปแบบ Video Portal ในช่วงเดือน พ.ย. หรือ ธ.ค. 2560 นี้ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการติดตามของผู้ชมที่ติดตามเว็บไซต์ MThai.com ซึ่งมีผู้ติดตามราว 24 ล้านคน โดยจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่บริษัทสามารถเพิ่มรายได้ค่าโฆษณาออนไลน์ให้เพิ่มขึ้นและต่อยอดจากเว็บไซต์ MThai.com