"Google X"

 กุลฉัตร ฉัตรกุล ณ อยุธยา
          (kulachatrakul@gmail.com)
          Chief Marketing Officer
          บริษัท มาร์เก็ตติ้งไดอ็อกไซด์
          ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และมหาศาลของบริษัทเสิร์ชเอนจิ้นยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิลทำให้มีเงินสดอยู่ในมือกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และทำให้สายโฆษณากว้างขวางออกไปได้กว่าเดิมมาก
          วันนี้กูเกิลได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ที่มีผลต่อคนทั่วโลกผ่านทีมงานวิจัยที่มีผู้กล่าวขวัญถึงอย่าง Google X และลักษณะโครงการวิจัยที่ขานนามกันเองว่า "Moonshots" ที่เปิดตัวนวัตกรรม เช่น Google Glass, Google Loon และ Google Car มาแล้ว ล่าสุดได้เปิดตัว Smart Contact Lens โดยจับมือกับ Novartis พัฒนาคอนแทคเลนส์ที่ติดตั้งไมโครชิปที่ใช้กระแสไฟฟ้าวงจรต่ำบนวงจรไฟฟ้าที่บางมากๆ จนเกือบจะมองไม่เห็น เพื่อให้คอนแทคเลนส์วัดระดับน้ำตาลในเลือดจากน้ำตาที่หล่อเลี้ยงลูกนัยน์ตา เพื่อที่จะส่งข้อมูลไปเก็บข้อมูลเพื่อประมวลผลของผู้ป่วยแต่ละราย และตั้งเป้าจะต่อยอดไปจนถึงคอนแทคเลนส์ที่สามารถปรับระยะซูมภาพเข้าออก ขณะที่ดวงตากำลังปรับโฟกัส
          Google X ได้พัฒนา Google Car นวัตกรรมยานยนต์ไร้คนขับ ไม่มีพวงมาลัย เบรกหรือคันเร่งมากว่า 4 ปี จนออกรถทดลอง 2 ที่นั่งขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง ติดเซนเซอร์รอบตัวรถระยะ 600 ฟุต และรับส่งผู้โดยสารได้โดยอัตโนมัติปราศจากผู้ขับขี่
          นอกจากนี้ ยังนำเอานวัตกรรมที่ดิสรัปชั่นธุรกิจเข้ามาอีก นั่นก็คือโครงการ Google Loon โดยการปล่อยเน็ตเวิร์กไปบนบอลลูนที่ลอยสูง 6 หมื่นฟุตเหนือชั้นบรรยากาศ เพื่อให้ในท้องที่ที่สัญญาณหรือโครงข่ายเข้าไม่ถึง สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยเฉพาะถิ่นธุรกันดารและประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ
          ทีมงาน Google X จึงเร่งพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลก โดยการสร้างสถานวิจัย Google X ซึ่งเป็นเสมือนแลปส่วนตัวที่เก็บความลับด้านนวัตกรรมของกูเกิล ในเมืองเมาท์เทนวิลล์ รัฐแคลิฟอร์เนีย มีทีมงานกว่า 250 คน ทำงานวิจัยหลายลักษณะ เช่น โครงการวิจัยพัฒนาพลังงานลมชื่อ Makani Power โครงการ Artificial Neural Network เพื่อทำงานวิจัยด้าน Speech Recognition และอื่นๆ อีกมากมายแต่ก็ถูกยกเลิกไปมากมายเช่นกัน
          ปัจจุบัน Google X นำทีมโดย Astro Teller ภายใต้การดูแลของ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล ด้วยวิสัยทัศน์การพัฒนาโครงการนวัตกรรมกึ่งไซ-ไฟ (Sci-fi) และใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่โดยทำในเวลาอันสั้น ซึ่งแตกต่างจากโครงการโดยทั่วไปที่มักใช้เวลาอันยาวนาน โดยกูเกิลประสงค์จะให้เกิดประโยชน์ต่อผู้คนในเวลาอันรวดเร็วมากกว่าจะเป็นแผนทดลองระยะยาว และเชื่อว่ากูเกิลคงจะไม่หยุดยั้งแผนพัฒนาและเฟ้นหานวัตกรรมเพื่อผู้คนบนโลกใบนี้ผ่านโครงการวิจัยอันหลากหลาย แม้ว่าจะมีความผิดหวังหลายต่อหลายครั้งก็ตาม แต่นั้นเป็นการสร้างวัฒนธรรมแห่งความล้มเหลว Astro สรุปปิดท้ายว่าความสำเร็จของ Google X เกิดจากการกระตุ้นให้ทีมงานกล้าล้มเหลว (Fail Fast) ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยาก เพราะคนมักอับอายขายหน้าคนอื่นที่ทำพลาด หรือ กลัวถูกไล่ออก
          Google X แก้ปัญหานี้โดยกระตุ้นให้คนกล้าทดลองไอเดียใหม่ๆ เริ่มจากจุดที่ยากที่สุดของปัญหานั้นๆ ก่อน เพราะจะได้รู้แต่แรกเลยว่าทำได้หรือไม่ นอกจากนั้นยังสร้างสภาพแวดล้อมที่ "ทำพลาดแล้วไม่เป็นไร"
          ปีที่แล้ว Google X ยกเลิกโครงการไปกว่า 100 โครงการ และ Astro ไม่ได้เป็นคนตัดสินใจยกเลิก แต่เป็นทีมงานของโครงการนั้นๆ เองที่ตัดสินใจยกเลิกโครงการ เพราะพนักงานจะได้รางวัลจากการยกเลิก ตั้งแต่การชื่นชมจากเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานเข้ามากอดและแสดงความยินดีด้วย ได้เลื่อนตำแหน่ง ได้โบนัส ได้ผลประโยชน์ต่างๆ จากการยกเลิกโครงการ คล้ายกับบริษัทเล็กๆ ที่เรียกกัน "Tech Start Up" ควรจะกล้าล้มเหลว
          นี่จะกลายเป็นกลไกที่เป็นเครื่องมือสำคัญของกูเกิลในการพัฒนานวัตกรรมอันหลากหลายผ่านโครงการต่างๆ ทั้งของมหาวิทยาลัย ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจที่มีอยู่ทั่วโลกที่จะคอยขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยมีกูเกิลเป็นแหล่งทุนให้และอาจจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกูเกิลก็เป็นได้ในอนาคตเพราะมีสตาร์ทอัพเคลื่อนตัวอยู่ทั่วโลก