กสทช.เมินสตง. สั่งเบรกเน็ตชายขอบ มูลค่า1.3หมื่นล.

 กสทช.เมินสตง.สั่งเบรกเน็ตชายขอบมูลค่า1.3 หมื่นล.

          ผู้จัดการรายวัน360 - สตง.ติดเบรกโครงการเน็ตหมู่บ้านชายขอบของ กสทช. หรือ USO มูลค่า 13,000 ล้าน ชี้ซ้ำซ้อนเน็ตประชารัฐ ผูกปมปัญหาในอนาคต หวั่นรัฐต้องอุ้มเอกชนหลังสิ้นสัญญา 5 ปี แต่ กสทช.ไม่สนใจเดินหน้าประมูลไปเมื่อ 1-2 ส.ค. แบ่งเค้ก 8 สัญญา จ่อชงบอร์ด กสทช.อนุมัติก่อนเซ็นวันนี้
          วานนี้ (8 ส.ค.) รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ค.60 ที่ผ่านมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึง นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ หรือโครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ซึ่งใช้งบประมาณจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (USO) ของทาง กสทช. โดยได้ตั้งข้อสังเกตหลายประเด็นที่ไม่สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งบทบัญญัติเกี่ยวกับนโยบายแห่งรัฐที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ กสทช. พิจารณาทบทวนการดำเนินโครงการ USO ดังกล่าว
          โดยหนังสือ สตง.ได้ระบุว่า โครงการ USO ในส่วนของโซน C+ จำนวน 3,920 หมู่บ้านของ กสทช.ที่ใช้งบประมาณจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ของผู้ประกอบการ ตามแผน USO 3 วงเงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาทนั้น มีรูปแบบการดำเนินการที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต อาทิ การลงทุนด้านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) และการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) ซึ่ง กสทช.กำหนดรูปแบบการดำเนินการโดย กสทช.เป็นผู้ลงทุนสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเข้าไปยังหมู่บ้านเป้าหมาย เพื่อให้บริการ Free WIFI (ในทางเทคนิคเรียกว่า Last Mile) โดยให้ผู้เข้าร่วมประกวดราคาลงทุนในส่วนของโครงข่ายแกนหลัก (Backbone Network) ซึ่งรูปแบบแตกต่างจากการลงทุนของกระทรวงดิจิทัลฯ ในโครงการเน็ตประชารัฐ ที่ทางกระทรวงฯลงทุน Backbone Network และให้ผู้ให้บริการลงทุนในส่วนของ Last Mile ที่จะเดินสายเข้าไปในหมู่บ้าน
          ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขสัญญาของ กสทช.กับผู้ให้บริการ ระบุไว้ชัดเจนว่าเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง 5 ปี ผู้ให้บริการต้องโอนทรัพย์สินทั้งหมดให้กับ กสทช. แต่ในรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ไม่ได้ให้อำนาจ กสทช.ในการดูแลและบริหารจัดการทรัพย์สินโครงข่ายได้ เป็นเหตุให้ท้ายที่สุด กสทช.ต้องส่งมอบทรัพย์สินโครงข่ายให้กับรัฐเพื่อบริหารจัดการต่อ ซึ่งก็คือ กระทรวงดิจิทัลฯ จึงอาจเกิดปัญหาการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพในอนาคต เนื่องจาก Backbone Network ของโครงการ USO เป็นของผู้ให้บริการ แต่ Last Mile นั้นทาง กสทช.ต้องโอนให้กระทรวง ดิจิทัลฯ และเมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง 5 ปีหากเอกชนเห็นว่าไม่สามารถทำกำไรได้ ก็อาจจะไม่บริหารต่อ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ใช้บริการ หรืออาจใช้ความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเงื่อนไขต่อรองให้รัฐช่วยเหลือสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่อไป ก็จะเป็นภาระทางงบประมาณแผ่นดินอีก สตง.จึงมีความเห็นให้ กสทช.คำนึงถึงผล กระทบ นโยบายรัฐบาล และมติ ครม. ในการพิจารณาทบทวนการดำเนินโครงการนี้
          พร้อมกันนี้ สตง.ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ในเรื่องเดียวกันส่งถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งรับผิดชอบ โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ (โครงการเน็ตประชารัฐ) ที่อาจมีความซ้ำซ้อนกับโครงการ USO ของ กสทช.ด้วย
          อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1-2 ส.ค.ที่ผ่านมา กสทช.ก็ยังเดินหน้าเปิดประมูลโครงการ USO จำนวน 3,920 หมู่บ้าน แบ่งเป็น 8 สัญญา วงเงิน 13,614.61 ล้านบาท โดย นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.ได้ออกมาเปิดเผยผลประมูลเบื้องต้นว่า มีการเสนอราคาต่ำสุด 12,989.68 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 624.93 ล้านบาท หรือ 4.59% โดย บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ทีโอที) ได้ 3 สัญญา กลุ่มบริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (ทรู) ได้ 3 สัญญา บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (แคท) ได้ 1 สัญญา และบริษัท อินเตอร์ลิงค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) (ไอเน็ต) ได้ 1 สัญญา ขณะที่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (เอไอเอส) ที่เข้าร่วมประมูลนั้นไม่ได้แม้แต่สัญญาเดียว
          โดยเตรียมเสนอผลการประมูลโครงการ USO ดังกล่าวให้บอร์ด กสทช.พิจารณาในวันที่ 9 ส.ค. 60 นี้ เพื่อให้ทันลงนามสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างภายในเดือน ส.ค.นี้ และเริ่มทยอยติดตั้งในเดือน ก.ย. และภายในเดือน ธ.ค. 2560 ซึ่งจะต้องติดตั้งได้ไม่น้อยกว่า 15% หรือราว 600 หมู่บ้าน และจะติดตั้งให้ครบ 3,920 หมู่บ้าน ภายในเดือน ก.ย. 2561 ด้วย.