ทีโอที-กสทฯแถลงการณ์ร่วม ตั้งบริษัทใหม่พาองค์กรพ้นวิกฤติ

กรุงเทพธุรกิจ   ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่า บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม อยู่ในสภาวะอ่อนแอ และจัดอยู่ใน 7 รัฐวิสาหกิจที่ต้องดำเนินการตามแผนแผนพลิกฟื้นองค์กรของรัฐบาล และตามมติคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.)
          ดังนั้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงมีมติเห็นชอบให้ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม จัดตั้งบริษัท เอ็นบีเอ็น จำกัด ที่จะเปิดรับสมัครพนักงานจากทีโอที 1,200 อัตรา และบริษัท เอ็นจีดีซี จำกัด เปิดรับสมัครพนักงานจาก กสทฯ 479 อัตรา โดยจะเป็นการรวมโครงข่ายของทั้ง 2 บริษัทให้แข็งแกร่ง
          มติ ครม.มอบหมายให้เอ็นบีเอ็นรับผิดชอบธุรกิจบรอดแบนด์ในประเทศ และเอ็นจีดีซีรับผิดชอบธุรกิจบรอดแบนด์ต่างประเทศ เพื่อทำให้แข็งแกร่งขึ้นเงินลงทุนในโครงข่ายจะใช้ให้เกิดประโยชน์เต็มที่ไม่ซ้ำซ้อน เพราะแยกหน้าที่ไว้ชัดเจน
          โดยความหวังต้องการให้ทั้ง 2 องค์กรพ้นจากภาวะขาดทุนทางธุรกิจไปสู่การมีกำไรได้ในอีก 2 ปีจากเดิมที่จะขาดทุนทุกๆ ปีละกว่า 5,000 ล้านบาท
          การออกมาชี้แจงของตัวแทนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที และสรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท โทรคมนาคม ยืนยันถึงผลดีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหากมีการตั้ง 2 บริษัทดังกล่าว
          แม้ว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสคัดค้านอย่างหนักจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจของทั้ง 2 องค์กร โดยอ้างว่า การตั้งบริษัทใหม่ไม่ทำให้องค์กรพ้นวิกฤติ เพราะการดำเนินงานและการสรรหาบุคลากรมาอยู่ในบริษัทใหม่ไม่เป็นธรรม ไม่มีความมั่นคง ขาดความน่าเชื่อถือ ที่มาของรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ชัดเจนและง่ายต่อการถูกล้วงลูกจากฝ่ายการเมือง
          วันนี้ (2 ส.ค.) ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจจะไปยื่นหนังสือเพื่อคัดค้านแผนการตั้งบริษัทลูกดังกล่าวต่อศูนย์ดำรงธรรม
          การวิเคราะห์แผนการดำเนินงานของบริษัท ไพรซ์ วอเตอร์เฮ้าส์ คูเปอร์ส จำกัดซึ่งเป็นที่ปรึกษาของทีโอที เพื่อจัดตั้งเอ็นบีเอ็น และบริษัท ดีลอยท์ ประเทศไทยที่ปรึกษาของ กสทฯ เพื่อจัดตั้งเอ็นจีดีซี ซึ่งที่ปรึกษาทั้ง 2 บริษัท ได้วิเคราะห์ให้เห็นถึง ที่มาของประมาณการทางการเงินของบริษัทลูก 2 บริษัทว่า จะมีผลประกอบการที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 5 ปี จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของทีโอที และกสทฯ ในอนาคตอย่างแน่นอน หากการดำเนินงานไม่เป็นไปตามคาดการณ์ ที่มาของรายได้ไม่มีความชัดเจน บริษัทลูกและบริษัทแม่ ไม่มีความมั่นคง องค์กรของรัฐขาดความ น่าเชื่อถือ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งนี้ จะมีผลกระทบหลายด้าน ในประเด็นต่างๆ นั้น
          โดยวานนี้(1 ส.ค.) ตามประเด็นที่มีการคัดค้านทีโอทีและกสทฯ จึงออกแถลงการณ์ร่วมเพื่อชี้แจง 9 ประเด็นดังนี้
          1.การจัดตั้งบริษัทลูกจะทำให้ทีโอที สามารถมองเห็นปัญหาในแต่ละส่วนของงานและพนักงานที่ยังอยู่กับทีโอที และสามารถนำมาปรับปรุงและพัฒนา มุ่งเน้นไปที่งานและพนักงานที่ควรบริหารจัดการก่อนเป็นลำดับแรก ซึ่งจะทำให้ทีโอที จัดลำดับขั้นตอนในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
          การปรับโครงสร้างองค์กรตามมติคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เป็นการแก้ไขปัญหา การดำเนินธุรกิจของทีโอทีด้วยการแยกบทบาทการบริหารโครงข่ายโทรคมนาคมออกจากงานด้านการให้บริการลูกค้า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการรับรู้เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานและการบริหารงานของแต่ละหน่วยได้มีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
          รวมทั้งลดความซ้ำซ้อนของการดำเนินงาน รัฐวิสาหกิจกลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมในระยะยาว ด้วยการนำทรัพย์สินโครงข่ายภายในประเทศของทีโอที และกสทฯ มาร่วมกัน
          2.การแยกเคเบิลใยแก้วนำแสงและอุปกรณ์บางส่วนจากทีโอที และกสทฯ มารวมกันเป็นทรัพย์สินของเอ็นบีเอ็นนั้น เป็นไปเพื่อให้บริการขายส่งแก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ในขณะเดียวกันรัฐยังมีทีโอที และกสทฯ ที่เป็นผู้ให้บริการในลักษณะขายปลีก การให้บริการโทรคมนาคมโดยหน่วยงานของรัฐจึงได้รับการพัฒนาจากตลาดขายปลีกอย่างเดียวมาเป็น การให้บริการทั้งในตลาดขายส่งและตลาดขายปลีก
          3.การบริหารงานตามโครงสร้างนี้จะทำให้เกิดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมของรัฐเพิ่มเป็นทั้งหมด 4 แห่ง คือ กสทฯ ทีโอที เอ็นจีดีซี และเอ็นบีเอ็น ซึ่งต้องปฏิบัติตาม ระเบียบ การบริหารการลงทุนและนโยบายของคณะกรรมการของแต่ละบริษัทนั้น ๆ ทำให้แต่ละหน่วยงาน ไม่สามารถบริหารต้นทุนทั้งหมดได้ ต่างคนต่างดำเนินการแข่งขันกันเอง ไม่สามารถประสานการลงทุนหรือ วางแผนที่สอดคล้องในการดำเนินธุรกิจได้ ทำให้เกิดผลกระทบและปัญหาตามมากับผู้ใช้บริการ ดังนั้นการดำเนินงานของทีโอที และกสทฯจะไม่ซ้ำซ้อนกัน
          4.องค์กรมีขนาดเล็กลง  ดังนั้นเมื่อทีโอทียังมีเครื่องโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อกัน ทีโอทีย่อมมีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง การเชื่อมต่ออุปกรณ์ด้วยใยแก้ววงจรของทีโอทีเอง จึงไม่ทำให้ความเป็นเจ้าของโครงข่ายโทรคมนาคมของทีโอทีหมดไป และไม่ส่งผลต่อการใช้งานของผู้ใช้บริการ หรือแม้แต่ การสรรหาพันธมิตร
          5.ความต้องการของผู้ใช้บริการกลุ่มต่าง ๆ มีมากขึ้นและมีความต้องการใช้งานในลักษณะโทเทิ่ล โซลูชั่น
          6.การแตกบริษัทย่อยๆออกไปจะไม่ทำให้เกิดปัญหาการผสานธุรกิจของบริการ เพื่อการออกแบบกระบวนการในการส่งต่องานและการควบคุมคุณภาพจะช่วยให้งาน เป็นไปได้โดยราบรื่น
          7. บริษัท ทีโอที เซอร์วิส และบริษัท แคท เซอร์วิส ย่อมมีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง การเชื่อมต่อ อุปกรณ์ด้วยใยแก้ววงจรของ ทีโอที เอง หรือผ่านใยแก้ววงจรที่เช่าจากเอ็นบีเอ็น จึงไม่ทำให้ห้ความเป็นเจ้าของโครงข่ายโทรคมนาคมของทีโอที หมดไป และไม่ส่งผลต่อการใช้งานของผู้ใช้ บริการ หรือแม้แต่การสรรหาพันธมิตร
          8. การรวมโครงข่ายทีโอที กับกสทฯ ทำให้เป็นบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ที่จะมีโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงและระบบสื่อสัญญาณใหญ่ที่สุดในประเทศมากกว่าทุกบริษัทเอกชนในประเทศจึงมีจุดแข็งเพิ่มขึ้น การขยายงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะทำได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยตามหมู่บ้านชนบท เช่น โครงเน็ตประชารัฐ ต่อไปจะเป็นงานของเอ็นบีเอ็นที่จะต้องดูแล บำรุงรักษา การให้บริการที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งประเทศมากกว่า โอเปอเรเตอร์ทุกรายในประเทศ จึงเหมาะที่จะเรียกว่า "โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ"
          9.การปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งของรัฐวิสาหกิจนั้น ทำได้หลายรูปแบบ แต่ความพยายามปรับปรุงองค์กรทั้งองค์กร (Global optimization) ที่มีขอบเขตงานซับซ้อนและมีภาระผูกพันมาจาก อดีตหลายเรื่อง เช่นทีโอทีนั้น ทำได้ยากมาก แนวทางในการปรับปรุงเฉพาะส่วนไปเรื่อย ๆ (Partial optimization) อาจจะให้ผลดีกว่าและสามารถทำได้สาเร็จง่ายกว่าการคาดเดาว่าการดำเนินการในลักษณะนี้ เป็นการทำลายองค์กรจึงไม่ถูกต้องเสมอไป
          การปรับโครงสร้างของทีโอที เป็นหน่วยธุรกิจเป็นตัวอย่างที่ดี ถึงแม้มีความยุ่งยาก มีความสับสนบ้าง แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อทุกหน่วยธุรกิจ ถูกวัดผลเฉพาะหน่วยของตนเองอย่างจริงจัง ผู้บริหารและ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยธุรกิจเหล่านั้นจึงพยายามหาทางทำงานตนเองให้ดีขึ้น
          "การตั้งบริษัทใหม่ ไม่ทำให้องค์กรพ้นวิกฤติ เพราะการดำเนินงาน และสรรหาบุคลากร มาอยู่ในบริษัทใหม่ ไม่เป็นธรรม"