"สมคิด"ปั้นสตาร์ทอัปไทย สั่งคลังหนุนแหล่งเงินทุน

ผู้จัดการรายวัน 360 - "สมคิด" เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติออกวีซ่าให้ต่างชาติที่เชี่ยวชาญด้านธุรกิจร่วมงานกับคนไทยในการขับเคลื่อนกลุ่มสตาร์ทอัป และแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน พร้อมสั่งให้กระทรวงการคลังปลดล็อกภาษีกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) เพื่อกรุยทางให้กลุ่มสตาร์ทอัปเข้าถึงแหล่งระดมทุนได้ง่ายขึ้น
          ผู้จัดการรายวัน360 - นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือเรื่อง "การ เข้าถึงเงินทุนจาก VC โดย Startup" ว่า ในวันนี้ (1 ส.ค.) ได้เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติการออกวีซ่าให้แก่นักลงทุนต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจด้านสตาร์ทอัป เพื่อให้เข้ามาร่วมงานกับคนไทยในการสนับสนุนธุรกิจเกิดใหม่ รวมทั้งเป็นแนวทางสำคัญในการหาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
          สำหรับการดำเนินงานของกองทุนร่วมทุน (Venture Capital) ขณะนี้ยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน โดยเฉพาะที่สำคัญ ได้แก่ปัญหาด้านภาษี จึงได้มีการหารือร่วมกันกับนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในการหาแนวทางและร่างกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อให้สตาร์ทอัปสามารถขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างสะดวกมากขึ้น
          "สิ่งสำคัญ คือ การสร้างสตาร์ทอัปของไทยให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งรัฐจะส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือด้านการหาแหล่งระดมทุนที่เหมาะสมกับ Venture Capital ซึ่งการก่อตั้งสตาร์ทอัปในไทยถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เพราะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ เรายังไม่มีความชำนาญเท่ากับในต่างประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจาก ต่างประเทศเข้ามาช่วยเสริม โดยเฉพาะหน่วยงานหลัก ได้แก่ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง และมหาวิทยาลัย ต้องประสานงานร่วมมือกัน ในการฝึกฝนและสร้างผู้ประกอบ การรายใหม่ตั้งแต่ระดับรั้วมหาวิทยาลัย" นายสมคิดกล่าว
          ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้มีการระดมความเห็น เพื่อแก้ไขกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการใหม่หรือกลุ่มสตาร์ทอัป ใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การออกหุ้นกู้ แปลงสภาพ (Convertible Bond) 2.การเปลี่ยนแปลงบุริมสิทธิ์ ในหุ้น (Preferred Shares) 3.การทยอยให้หุ้น (Vesting) หรือสิทธิที่จะซื้อหุ้นได้ในราคาที่กำหนด และ 4.การออกหุ้น ให้พนักงานหรือกรรมการ (ESOP) โดยเป็นการเสนอขาย หลักทรัพย์ที่ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำให้มีความล่าช้าและสูญเสียโอกาสในธุรกิจ
          นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ ประธานกรรมการตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า จากการสำรวจในปัจจุบันพบผู้ประกอบการเกิดใหม่ หรือสตาร์ทอัป ขนาดเล็ก มีความต้องการเงินทุนในการสร้างธุรกิจที่ประมาณ 10-20 ล้านบาท และหากเป็นรายใหญ่จะต้องการเงินทุนที่ประมาณ 40-50 ล้านบาท
          โดยปัจจุบันมี Venture Capital ทั้งในและต่างประเทศที่เริ่มดำเนินธุรกิจแล้วกว่า 30 ราย และมีวงเงินหมุนเวียนเพื่อให้การสนับสนุนประมาณ 27,000 กว่าล้านบาท และที่ผ่านมา ยังมีอุปสรรคในหลายด้าน เช่น การสร้างความเข้มแข็ง, การเพิ่มศักยภาพของสตาร์ทอัปที่จะกระตุ้นให้เกิด Corporate Venture Capital หรือ CVC ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ 10 อุตสาหกรรมใหม่ หรือ S-Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ หุ่นยนต์ การบินและลอจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิตอล การแพทย์ครบวงจร ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร ให้มากขึ้น รวมทั้งการกระตุ้นให้เกิด Crowd Funding นำไปสู่การระดมทุนระดับปลีกย่อยของสตาร์ทอัปต่อไป
          อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับภาคเอกชนมีการตั้งโมเดลว่า หากมีผู้สนใจเป็นสตาร์ทอัปจำนวน 10,000 ราย จะมีสตาร์ทอัปที่ได้รับเงินทุนจาก Venture Capital จำนวน 1,000 ราย ในวงเงินหมุนเวียนประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีในการดำเนินการ เพราะในแต่ละปี Venture Capital มีเพดานจำกัดที่จะสนับสนุนได้ไม่เกินปีละ 300 รายเท่านั้น
          นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการสำรวจข้อมูลพบสตาร์ทอัปไทยหลายรายที่ดำเนินธุรกิจหรือธุรกรรมในไทย แต่ไปจดทะเบียนที่ประเทศมาเลเซียหรือสิงคโปร์ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีนโยบายที่สนับสนุนเปิดกว้าง ทั้งปัจจัยพื้นฐาน เช่น ภาษีนิติบุคคล การอนุญาตการทำงานของพนักงานต่างประเทศ และกองทุนแมตชิ่งฟันด์  ในอนาคตเครือเจริญโภคภัณฑ์และทรูยังคงเดินหน้าสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัปอย่างต่อเนื่อง.