เปิดตัวอย่าง "โฮมฮับ" เอสเอ็มอีโตไวด้วยดิจิทัล

 เรื่อง จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
          การผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเติบโตจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้นั้นจะต้องมีโครงสร้างองค์กร รวมถึงระบบหลังบ้านที่พร้อมรองรับการทำธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นซึ่งเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องนี้ได้ และถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เอสเอ็มอีโตได้อย่างรวดเร็ว
          ตัวอย่างเช่น โฮมฮับ ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและของตกแต่งบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
          ชาตรี ตั้งมิตรประชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮมฮับ เปิดเผยว่า โฮมฮับเริ่มมาจาก รุ่นคุณพ่อที่ทำร้านจำหน่ายสีในห้องแถวเล็กๆ ตั้งแต่ปี 2519 จากนั้นจึงได้เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจเมื่อปี 2543 ซึ่งก็ได้เข้ามาเปลี่ยนชื่อร้าน รวมทั้งตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำบริการวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้าน ขณะที่การแข่งขันในธุรกิจนี้สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงตัดสินใจ นำไอทีเข้ามาช่วยธุรกิจ โดยเริ่มต้นมา 7 ปีแล้ว และใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดคือใช้ซิสโก้ เว็บเอ็กซ์ สำหรับการประชุม ซึ่งช่วยลด ต้นทุนจากการประชุมได้มาก
          ทั้งนี้ โฮมฮับมีทั้งหมด 5 สาขา ที่ผ่านมา หากจะเรียกประชุมแต่ละครั้งก็จะมีค่าใช้จ่ายมาก จากค่ารถสำหรับให้พนักงานแต่ละสาขาเข้ามาประชุมร่วมกัน มีค่าใช้จ่ายที่พักกรณีการประชุมเลิกเย็น ค่าใช้จ่ายอาหารว่างต่างๆ ขณะเดียวกันพนักงานก็ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง ซ้ำยังมีความเสี่ยงหากเกิดความเสียหายระหว่างการเดินทาง เพราะแต่ ละคนที่จะมาร่วมประชุมเป็นระดับที่มีความสำคัญกับธุรกิจในแต่ละสาขาทั้งสิ้น
          ด้วยเหตุนี้ จึงตัดสินใจใช้เว็บเอ็กซ์ในการประชุมแทน โดยการใช้เว็บเอ็กซ์เสียค่าใช้จ่าย 3 หมื่นบาท/ปี ขณะที่การเดินทางมาประชุมแบบเดิม บริษัทจะเสียค่าใช้จ่ายต่อครั้งไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท เท่ากับว่าเปลี่ยนมาใช้เว็บเอ็กซ์ประชุมแทนเพียง 2 เดือน ก็คุ้มค่าการลงทุนแล้ว ซึ่งเว็บเอ็กซ์ไม่ได้สามารถ จัดประชุมทางไกลให้พูดคุยเห็นหน้าโต้ตอบกัน ได้อย่างเดียว แต่ยังสามารถส่งเอกสาร ข้อมูล ต่างๆ ในเว็บเอ็กซ์ได้เบ็ดเสร็จ เทียบกับการใช้ ช่องทางสื่อสารออนไลน์ที่คนทั่วไปใช้สื่อสารกันเอง ไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้
          ชาตรี กล่าวว่า ปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีมาใช้กับหลายส่วนในธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบัน บริษัทมีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในปี 2562 จึงต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา การนำไอทีมาใช้เป็นเรื่องจำเป็นกับการเตรียมตัว โดยจะใช้ในด้านการควบคุมการรายงานผลยอดขาย การควบคุมระบบการเคลื่อนไหวของ บัญชี ดูเงินเข้าออกจากธนาคาร รวมทั้งใช้ ในส่วนเสริมให้บริการลูกค้าดีขึ้น เช่น ระบบติดตามพิกัดรถขนส่งสินค้า เพื่อนำข้อมูลนี้ ใช้แจ้งลูกค้าเมื่อโทรศัพท์มาสอบถามถึงความ คืบหน้าการจัดส่ง
          "ตอนที่มีสาขาเดียวทำงานง่าย แต่พอมี 5 สาขา ส่งนโยบายไปแต่ละสาขาแล้วเกิดการ จัดการช้ามาก เมื่อนำเทคโนโลยีมาช่วยออกนโยบายวันนี้ พรุ่งนี้ทุกสาขาก็จัดการได้เลย ทำให้งานเร็วมากและต้นทุนก็ถูก ขณะที่ทุกวันนี้ พ่อแม่ปู่ย่าก็เข้าสังคมออนไลน์ เข้าอินเทอร์เน็ตกันได้หมด แค่ให้ประยุกต์ใช้ทักษะนี้กับธุรกิจ ถ้าลองใช้จะรู้ว่าเป็นเรื่องง่าย" ชาตรี กล่าว
          วัลล์ชัย เวชชีวะดำรงค์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย กล่าวว่า ถ้าเอสเอ็มอีต้องการระดมทุนเพื่อให้ มีขนาดธุรกิจใหญ่ขึ้นด้วยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องบริหารความเสี่ยงให้ดีก่อนตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งการนำระบบไอทีที่ได้มาตรฐานสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปใช้เลยด้วยวิธีการเช่าใช้ ก็ถือเป็นขั้นตอนลัดที่ช่วยให้เตรียมตัวได้ง่ายขึ้นกว่าการไปลงทุนสร้างระบบใหม่ขึ้นมาเอง
          นอกจากนี้ มองว่า หากประเทศไทยต้องการจะเปลี่ยนไปสู่ประเทศไทย 4.0 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม แนวทางที่จะทำให้ไปสู่จุดนั้นได้ ก็คือ การหยิบองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากการนำเทคโนโลยีไปใช้ในธุรกิจมาเป็นตัวอย่างให้ได้มากที่สุด เพื่อให้องค์กรที่ยังกลัว และยังรู้สึกว่าทำแบบ เดิมดีอยู่แล้วไม่อยากเปลี่ยนแปลง รู้สึกว่า การใช้เทคโนโลยีมาช่วยเป็นเรื่องง่าย สะดวก และพร้อมเปลี่ยนแปลง
          "คนไทยกังวลเรื่องต้นทุนกันมาก กลัวว่า ถ้าลงทุนทำไปแล้วพลาด จึงต้องมีผู้บุกเบิกนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ โดยเทคโนโลยีบางตัวที่คนทั่วไปใช้สื่อสารกัน ก็อาจไม่เหมาะ กับองค์กรใช้ เพราะองค์กรต้องคำนึงถึงเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูลด้วย ดังนั้นก็อาจ ต้องลงทุนในเทคโนโลยี ปัจจุบันบริษัทเอง ก็พยายามร่วมมือกับซิสโก้ ในการออกผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กๆ ใช้ได้ง่ายขึ้น โดยทำออกมาในรูปแบบให้เช่า ใช้บริการ แทนที่จะต้องลงทุนเป็นรายโครงการ เอง" วัลล์ชัย กล่าว
          วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีเอสเอ็มอีจำนวนไม่มาก ที่ก้าวข้ามปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีกับองค์กรใหญ่ไปได้ โดยซิสโก้ มองว่า หากเอสเอ็มอีไทยกล้าเข้ามาใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ก็จะทำให้รายได้ที่เกิดจากเอสเอ็มอีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยับขึ้นได้ จากปัจจุบันอยู่ที่กว่า 40% ขณะที่ ค่าเฉลี่ยเอเชียแปซิฟิกรายได้เอสเอ็มอีต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 50%
          สำหรับอนาคต เชื่อว่า การแข่งขันระหว่างประเทศต่างๆ จะอยู่ที่เรื่องการสร้างนวัตกรรม และการเพิ่มความสามารถในการผลิต ซึ่งเทคโนโลยีจะมีส่วนสำคัญมากที่ช่วยให้ไทยก้าวไปแข่งขันได้ หากไม่ทำให้ทุกอย่างในกระบวนการของธุรกิจเชื่อมต่อกันได้ ก็จะไม่สามารถเพิ่มความสามารถในการผลิตได้เลย
          ที่ผ่านมา ซิสโก้ อาจถูกมองว่า ทำผลิตภัณฑ์มาเพื่อองค์กรใหญ่ แต่ล่าสุด ซิสโก้ได้สร้างซิสโก้ สตาร์ท ขึ้น เพื่อให้ เอสเอ็มอีเข้าถึงได้ โดยซิสโก้ สตาร์ท จะช่วย ให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย ปลอดภัย และชาญฉลาด เช่น นำเสนอโซลูชั่นที่ขนาดและราคาเหมาะสมกับธุรกิจ ช่วยยกระดับการดำเนินงาน การบริการและกระบวนการทำงานของธุรกิจเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายโดยรวมให้ธุรกิจ รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานและนวัตกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทุกวันนี้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสในอนาคต
          จะเห็นได้ว่า เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจเล็กๆ ของไทย ยังคงรักษา ที่ยืนทางธุรกิจ รวมถึงขยายโอกาสของตัวเอง ไปสู่การเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้ในอนาคต แต่เอสเอ็มอีจะไปถึงจุดนั้นได้ก็ต้องเริ่มจาก การพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง
          สำหรับอนาคต เชื่อว่า การแข่งขันระหว่างประเทศต่างๆ จะอยู่ที่เรื่องการสร้างนวัตกรรม และการเพิ่มความ สามารถ ในการผลิต