ซัดตั้งบริษัทลูก"แคท-ทีโอที"ไร้อนาคตฉุดศักยภาพแข่งขัน

นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ บริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เปิดเผยถึงกรณีที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)หรือแคท ออกแถลงการณ์ร่วมคัดค้านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.60 และคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่กำหนดให้สองรัฐวิสาหกิจร่วมจัดตั้งบริษัทร่วมทุน 2 บริษัทคือ บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ (NBN Co.)และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด หรือ NGDC Co.ว่า ก่อนหน้านี้บริษัทปรึกษาทั้งสองหน่วยงานได้วิเคราะห์อนาคตของบริษัทลูกร่วมทุนที่ว่าแล้ว ระบุว่า จะมีผลประกอบการขาดทุนอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 5 ปี ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของทีโอที และแคทในอนาคตอย่างแน่นอน
          "เมื่อผลประกอบการขาดทุน เหตุใดครม.จึงอนุมัติให้แยกย่อยบริษัทอีก อีกทั้งจะทำให้รัฐวิสาหกิจด้านโทรคมนาคมจากเดิมมี 2 บริษัท เพิ่มเป็น 4 บริษัท ซึ่งการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนเช่นเดิมนั้นไม่มีความคล่องตัวและยากจะแข่งขันกับเอกชนได้จึงไม่เกิดประโยชน์ใดๆเลยที่จะแยกบริษัทไปร่วมทุนกันเอง"
          แหล่งข่าวในทีโอที กล่าวว่า เหตุผลที่สหภาพแรงงานทีโอทีและแคทคัดค้านนโยบายจัดตั้งบริษัทลูกร่วมทุนที่ว่านี้ เพราะมีตัวอย่างบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลและ คนร.เห็นชอบให้แยกออกมาจากองค์กรรัฐวิสาหกิจแต่ในที่สุดก็เอาตัวไม่รอดมาแล้ว อย่างบริษัทรถไฟฟ้า ร.ฟ.ท.จำกัด ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่แยกกิจการออกจากการรถไฟ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมาต่อยอดกิจการรถไฟแท้ๆ โดยมีบอร์ดและฝ่ายบริหารที่คัดเอาแต่พนักงานหัวกะทิจากองค์กร แต่สถานะรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ในช่วง 7-8 ปีมานี้ก็กลับประสบความล้มเหลวขาดทุนบักโกรก ไม่มีเงินแม้แต่จะซ่อมขบวนรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ ต้องใช้วิธีโยกสลับอะไหล่กันให้วุ่น
          "น่าแปลกใจว่า 2 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างเสนอแผนฟื้นฟูกิจการไปยังกระทรวงดิจิทัลฯและ คนร.ในการที่จะจัดหาพันธมิตรธุรกิจ Strategic partner เข้ามาร่วมพัฒนาธุรกิจ อย่างกรณีแคทที่เสนอตั้งบริษัทลูกร่วมทุนกับกลุ่มทรู นำเอาเสาโทรคมนาคมที่ทรูเช่าใช้อยู่ไปใช้ประโยชน์ร่วมกันสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่องค์กร ขณะที่ทีโอทีมีแผนดึงบริษัทสื่อสารเอไอเอส และดีแทคเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจในการพัฒนาคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์(MHz) และ 2100 MHz ที่จะสร้างรายได้ให้แก่องค์กรนับ 10,000 ล้านบาท แถมยังสอดคล้องกับนโยบาย PPP ของรัฐบาล แต่แนวทางดังกล่าวกลับไม่มีความคืบหน้า ทั้งกระทรวงดีอีและรัฐบาลยังอยู่กับโมเดลจัดตั้งบริษัทลูกร่วมทุนที่ไม่มีอนาคตข้างต้น ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตั้งไปแล้วจะเอาแรงที่ไหนไปแข่งขันกับเอกชน