ลากยาวคลื่น 2100 "เอไอเอส" รอ 2 ปี ลุ้นเซ็นสัญญา "ทีโอที"

 ปานฉัตร สินสุข
          กรุงเทพธุรกิจ   แม้ว่าสัญญาการเป็นคู่ค้าการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนย่านความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งบริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน)  ได้ลงนามในสัญญาเบื้องต้น กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  หรือเอไอเอส จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ แต่ก็เป็นเพียงสัญญาการทดสอบทางเทคนิค  เพราะหลังจากที่ลงนามในสัญญาจนถึงวันนี้ผ่านมา 2 ปีก็ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะได้เห็นสัญญา "ตัวจริง" ได้ภายในปีนี้หรือไม่ ขณะที่ผู้บริหารของทั้ง 2 บริษัท ต่างพยายามเร่งดำเนินการ อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่สามารถการันตีว่าผลสุดท้ายจะสำเร็จหรือไม่
          "มนต์ชัย หนูสง" กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที อธิบายถึงการรอลงนามสัญญา ดังกล่าวว่า ในช่วงต้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการทีโอที มีมติให้ฝ่ายบริหารส่งสัญญาฉบับจริงในการร่วมเป็นพันธมิตรให้บริการกิจการโมบายกับเอไอเอสไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดให้ตรวจสอบสัญญาแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าส่งคืนกลับมาเมื่อไหร่
          "ขณะนี้ทีโอทีก็ทำได้เพียงคอยว่า อัยการสูงสุดจะเห็นชอบและส่งกลับร่างสัญญามาเมื่อใด ซึ่งภายในสิ้นเดือนก.ค.นี้ จะครบกำหนดการต่ออายุของสัญญาทดสอบการให้บริการ หลังจากนี้ จะมีการเซ็นสัญญาฉบับจริงเมื่อไหร่นั้น จึงยังไม่สามารถให้คำตอบได้"
          สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที  ชี้แจงว่า  ประเด็นดังกล่าวหากมองในมุมของคู่สัญญาทั้ง 2 บริษัท หากปล่อยให้เวลาเนิ่นนานผลกระทบ ที่เกิดขึ้นกับ "ทีโอที" มากกว่าเอกชน  เพราะการทำสัญญาให้บริการบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว กับปัจจุบันมีบริบทการแข่งขันที่เปลี่ยนไป เนื่องจากเอกชนมีความต้องการทำสัญญา เพราะมีข้อจำกัดเรื่องคลื่นความถี่ที่ไม่มีเพียงพอ  ช่วงเวลานั้นสัญญาสัมปทานการใช้คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ที่เอไอเอสให้บริการอยู่ได้สิ้นสุดอายุสัญญาเมื่อ 30 ก.ย. 2558 แต่หลังจากเปิดประมูลคลื่นความถี่ในย่าน 2100 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์จากสำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำให้ความตึงเครียดของข้อจำกัดเรื่องคลื่นความถี่ของเอไอเอสหมดลงไป เพราะเอไอเอสประมูลได้ทั้งคลื่น 1800 2100 และ 900 เมกะเฮิรตซ์
          ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในสัญญาฉบับดังกล่าวยอมรับว่ามีการติดขัดในข้อกฎหมายอยู่บ้าง จึงทำให้แม้มีการตกลงเป็นพันธมิตรร่วมกับเอไอเอสนานกว่า 2 ปีแล้วก็ยังไม่สามารถเซ็นสัญญาฉบับจริงร่วมกันได้ อย่างไรก็ดี ในส่วนตัวคาดว่าน่าจะได้ลงนามในสัญญาจริงกับเอไอเอสก่อนการลงนามร่วมกับ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ในการเป็นคู่ค้า ในการให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์
          ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ก็แก้ปัญหาโดยการขยายเวลาทดลองการใช้คลื่นกับเอไอเอสจากเดิมที่จะต้องสิ้นสุดลงในเดือน พ.ค. เป็นก.ค.นี้ เพราะมีเหตุผล หลายประการที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ซึ่งอีกส่วนหนึ่งก็คือต้องรอให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบก่อน โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ล่าสุด เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบการในการเปลี่ยนชื่อคู่สัญญาเช่าเสาและอุปกรณ์จาก บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) เป็นบริษัท ซุปเบอร์บรอดแบนด์ เน็ตเวอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ เอไอเอส เช่นเดียวกัน  สำหรับข้อตกลงการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจระหว่างทีโอทีและเอไอเอส มีรายละเอียด  ประกอบด้วย 1.การใช้ เสาส่งสัญญาณ ซึ่งทีโอทีจะได้ค่าเช่าปีละ 3,600 ล้านบาท 2.อุปกรณ์ 2จี จ่ายค่าเช่าอีกปีละ 2,000 ล้านบาท ดังนั้นทีโอทีจะมีรายได้จากทรัพย์สินสัมปทานที่ เอไอเอส ส่งคืนทั้งหมดปีละ 5,600 ล้านบาท
          3.สัญญาโรมมิ่งบนคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ โดยในคลื่นความดังกล่าวจะสามารถใช้งานได้ถึงปี 2568 อีกปีละ 3,900 บาท หรือคิดเฉลี่ยค่อเดือนละ 325 ล้านบาท ทำให้ทีโอทีมีรายได้จาก เอไอเอสปีละ 9,500 ล้านบาท ซึ่งหาก ทีโอทียังไม่สามารถเซ็นสัญญากับเอกชนได้ จะทำให้ผลประกอบการของทีโอที ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและยังต้องประสบปัญหาขาดทุนต่อไป
          ทั้งนี้เมื่อรวมรายได้จากการเป็นพันธมิตรกับดีแทค และเอไอเอสแล้ว จะทำให้ทีโอทีมีรายได้จากธุรกิจโมบายเพิ่มขึ้นอย่างน้อยปีละ 15,000 ล้านบาท และทำให้ทีโอทีกลับมามีกำไรในปี 2562 หลังจากที่เริ่มขาดทุนมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งแผนการร่วมมือกับดีแทค และเอไอเอสนี้ ยังเป็นไปตามแผนฟื้นฟูองค์กรตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการ  สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ด้วย
          ขณะที่นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า แม้เอไอเอส ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาฉบับจริงกับ ทีโอที ในการเป็นคู่ค้าให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับทีโอที ในคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ดังกล่าว  โดยส่วนตัวไม่ได้มีความกังวลใดๆ   แม้จะมีกระแสข่าวออกมาว่าเอกชนอีกรายที่ได้เป็นคู่ค้ากับ ทีโอทีในย่านคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์อาจจะได้เซ็นสัญญาก่อนเอไอเอสนั้น ขณะนี้ยังเชื่อว่าสัญญาของเอไอเอสจะได้ลงนามก่อนแน่นอน และน่าจะภายในเร็วนี้
          ขณะนี้เอไอเอสมีการทำสัญญาเฉพาะแค่การทดสอบ แต่ที่ผ่านมาก็จ่ายผลตอบแทนให้ทีโอทีอย่างเต็มที่ และก็ให้บริการอย่างเต็มประสิทธิภาพกับลูกค้า เอไอเอสมาโดยตลอด
          อย่างไรก็ดี ในตัวสัญญาจะได้ เซ็นเมื่อไรนั้น อยากให้มองที่ ผลประโยชน์ของทีโอทีที่จะได้รับ โดยขณะนี้เอไอเอสก็ยังมีคลื่นความถี่ ให้บริการเพียงพอต่อลูกค้าทั้ง 41 ล้านรายในระบบที่มีการใช้ 4จี มากกว่า 50% แล้ว
          อีกค่ายหนึ่งที่ยังต้องการคลื่นความถี่มาใช้จำนวนมาก คือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เพราะสัญญาสัมปทานการใช้คลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์จะหมดอายุสัญญาในปีหน้า แล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 24 พ.ค.2560 ดีแทคได้รับแจ้งจากทีโอที ว่าบอร์ดทีโอทีเห็นชอบให้ดำเนินการทำสัญญากับดีแทค ในการเป็นคู่ค้าให้บริการไร้สายคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ ด้วยผลตอบแทน ปีละ 4,510 ล้านบาท แต่จนขณะนี้ก็ยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาแต่อย่างใด
          ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจให้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีเงินสะพัดนับแสนล้านบาท และมีลูกค้าใช้บริการหลายสิบล้านคน ด้วยเบอร์ที่ถืออยู่รวมกันกว่า 80 ล้านเบอร์ "คลื่นความถี่" ถือเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ที่หากใครมีจำนวนมากนั่น หมายถึงความได้เปรียบในการแข่งขัน ที่ยังมีความท้าทายอีกมากในอุตสาหกรรมนี้
          สะสมคลื่นรองรับแข่งดาต้า
          กรุงเทพธุรกิจ   ทรัพยากรคลื่นความถี่ มีความจำเป็นในการให้บริการของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยิ่งมีคลื่นความถี่จำนวนมาก ก็ยิ่งเป็นโอกาส และได้เปรียบในการแข่งขัน  เพราะแม้เทคโนโลยีจะมีการพัฒนาทำให้สามารถใช้คลื่นความถี่ได้อย่างคุ้มค่า แต่พฤติกรรมของผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่การใช้โทรศัพท์เพื่อพูดคุยกันเท่านั้น การบริโภคข้อมูลข่าวสารผ่านเครื่องมือ สื่อสารไร้สาย เพื่อทำธุรกิจ เพื่อความบันเทิง และเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ทำให้แนวโน้มรายได้ ของค่ายมือถือต่างๆ ในส่วนของ การโทรนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้จากการบริการข้อมูลนั้นเพิ่มขึ้น มาชดเชย
          อย่างเช่นกรณีเอไอเอส ในไตรมาส 1 ปี 2560 มีรายได้จากการโทร 11,433 ล้านบาท ลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ส่วนรายได้จากการบริการข้อมูล อยู่ที่ 17,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของ ปีก่อน ทำให้สัดส่วนรายได้จากการใช้งานดาต้าคิดเป็น 51% ขณะที่ ไตรมาส 1 ปี 2559 ยังอยู่เพียง 43% เท่านั้น