จับตาตั้งบริษัทลูก

ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง
          จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบจัดตั้ง บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (National Broadband Network:NBN Co) ของ บมจ.ทีโอที (TOT) และโครงการจัดตั้ง บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (Neutral Gateway & Data Center:NGDC Co) ของ บมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT)
          โดยบริษัท NBN co. จะเป็นการลงทุนเพื่อให้บริการค้าส่งบรอดแบนด์และโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมภายในประเทศเป็นหลัก โดยมีสินทรัพย์ ได้แก่ โครงข่ายหลัก ระบบสื่อสัญญาณ จนถึงโครงข่ายสายเคเบิลใยแก้วนำแสง ส่วน NGDC Co จะลงทุนเพื่อให้บริการบรอดแบนด์ระหว่างประเทศเป็นหลัก รวมทั้งศูนย์บริการข้อมูล โดยมีสินทรัพย์ที่อยู่นอกประเทศ ได้แก่ สถานีเคเบิลใยแก้วใต้น้ำในประเทศและระหว่างประเทศ เคเบิลภาคพื้นดินระหว่างประเทศ รวมทั้งโครงข่ายขนส่งข้อมูลทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ
          การที่ ครม.มีมติให้รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งตั้งบริษัทลูกขึ้นมา ก็เพราะเล็งเห็นว่าที่ผ่านมา TOT และ CAT มีการลงทุนและดำเนินธุรกิจที่ซ้ำซ้อนกัน และถ้าปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างลงมือทำ เมื่อสัมปทานคลื่นความถี่ทยอยหมดอายุลงก็ทำให้รายได้ของทั้งสองมีปัญหาได้ ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็เห็นว่าการแยกธุรกิจที่ซ้ำซ้อนกันบางส่วนออกมาตั้งบริษัทลูกแล้ว จะถือหุ้นร่วมกันน่าจะดีกว่า
          อย่างไรก็ดี การแยกตั้งบริษัทลูกก็มีหลายฝ่ายมีความเป็น ห่วง โดยเฉพาะในอนาคตหากจะต้องมีการเปิดให้เอกชนภาย นอกมาถือหุ้น ซึ่งตามมติ ครม.ที่ระบุชัดว่า จะมีการปรับสัดส่วนการถือหุ้นในภายหลังเมื่อได้ประเมินทรัพย์สินและมูลค่าทางธุรกิจอย่างละเอียดแล้ว แม้ในเบื้องต้น NBN จะถือหุ้นโดยทีโอที 100% ส่วน NGDC จะถือหุ้นโดย CAT 100% ก็ตาม
          ซึ่งก็เท่ากับว่าอนาคตทรัพย์สินที่ทำกำไรของรัฐอาจจะถูกแบ่งไปให้เอกชนได้รับสิทธิ์ด้วย แม้ว่าในมติ ครม.จะกำหนดชัดว่าบริษัทลูกทั้งสองแห่งจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหมือน TOT และ CAT บริษัทแม่ อาทิ การปักเสาพาดสายในพื้นที่จำเป็นต้องขออนุญาตจากสำนักงาน กสทช.ก่อน เพราะอาจไม่ได้ถือหุ้น TOT และ CAT ทั้งหมด แต่อย่างน้อยสิทธิ์บางอย่างก็อาจจะสร้างประโยชน์พิเศษให้เอกชนได้
          ยังมีความน่ากังวลอีกอย่าง ซึ่งทางสหภาพรัฐวิสาหกิจ ของทั้ง TOT และ CAT เป็นห่วงอีกประการ คือ ประสิทธิภาพการทำงานของบริษัทลูก ซึ่งเห็นว่าตามข้อกฎหมายยังไม่ได้เปิดให้บริหารงานได้แบบที่เป็นเอกชนเต็มตัว แต่ยังต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ 2550 และระเบียบกระทรวงการคลัง 2549 ซึ่งคำถาม คือ ถ้าติดระเบียบแบบนี้ การบริหารงานมันจะคล่องตัวจริงหรือไม่   และเมื่อมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจทางธุรกิจ ก็ต้องทำเรื่องขอมติเห็นชอบหลายขั้นตอน สุดท้ายการบริหารงานก็จะชะงักแข่งขันไม่ได้ สุด ท้ายจะกลายเป็นเรื่องเตี้ยอุ้มค่อม ที่นอกจากบริษัทแม่จะไม่ดี แล้ว บริษัทลูกยังลากมาลำบากเพิ่มอีก
          แถมพนักงานที่อยู่บริษัทใหม่ไม่ใช่พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่มีสวัสดิการ ใช้ประกันสังคม และการจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำ รวจสินทรัพย์ใครจะรับรอง มีหน่วยงานรัฐ หรือ สคร. ใครจะรับผิดชอบว่าทรัพย์สินที่ตรวจสอบถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่
          นี่คือคำถามที่เกิดขึ้น และแน่นอนทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจของทั้ง TOT และ CAT ต่างก็ออกมาคัดค้านเรื่องการจัดตั้งบริษัทลูก เพราะก่อนหน้านี้ทั้งสององค์กรก็เคยว่าจ้างที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาประเมินความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ผลออกมาตรงกันว่า ทั้ง 2 บริษัทมีผลประกอบการที่ขาดทุนต่อเนื่องเกินกว่า 5 ปี จะส่งผลกระทบต่อบริษัทแม่ (กสท และทีโอที) ต้องเพิ่มทุน หากการดำเนินงานไม่เป็นตามคาด และไม่มีความชัดเจนที่มาของรายได้ อาจทำให้เกิดปัญหาการดำเนินธุรกิจอื่นๆ ตามมา ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมกระทรวงดีอี และ ครม.ยังสั่งเดินหน้า
          แน่นอน ทางด้านฝั่งสหภาพฯ ก็ประกาศชัดว่า จะลุยคัดค้านเรื่องนี้สุดลิ่ม และตอนนี้ก็เริ่มกระบวนการล่ารายชื่อพนักงานที่ไม่เห็นด้วย เพื่อส่งหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และศูนย์ดำรงธรรม โดยคาดว่าจะส่งหนังสือไปตอกย้ำในวันที่ 2 ส.ค.นี้ พร้อมทั้งในวันที่ 26 ก.ค.นี้ จะเปิดพื้นที่ภายในของบริษัทที่แจ้งวัฒนะ เพื่อชี้แจงให้พนักงานได้เข้าใจถึงผลเสียในอนาคตหากมีการตั้งบริษัทลูก ซึ่งจากนี้คงต้องจับตาเกมของฝั่งสหภาพฯ จะสามารถกดดันให้ฝ่ายนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยแค่ไหน.