"โอทีที"ถูกเท!กสทช.เบรก"นที"ปรับแผนคุม"เฟซบุ๊ก-ยูทูบ"

ใครตามข่าว กสทช. อาจจะงงๆ นิดหน่อย อย่างช่วงเดือนพฤษภาคม ที่คนไทยเพิ่งลุ้นไปกับข่าวที่ทางการไทยฮึ่มๆ จะปิดเฟซบุ๊ก  หากว่าไม่จัดการปิดเพจที่มีเนื้อหาผิดกฎหมาย ต่อมาปรากฏว่าคดีพลิก "ไม่ปิดจ้า!" เพราะเป็นขั้นตอนการขอความร่วมมือในการปิดกั้นเว็บเพจที่ผิดกฎหมายไทยตามหมายศาลที่ออกมา โดยเฉพาะเว็บหมิ่นสถาบันฯ
          มาล่าสุดกับข่าว "เส้นตาย 22 กรกฎาคม"  ที่ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ คณะกรรมการ กสทช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสทช.)
          ออกมาประกาศกร้าวว่า วันที่ 22 กรกฎาคมนี้ เป็นวันสุดท้าย ที่ผู้ให้บริการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต  (over the top) ที่เข้าเกณฑ์ จะต้องลงทะเบียนกับ กสทช. ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นผู้ให้บริการผิดกฎหมาย ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551
          โดยเฉพาะกับ กูเกิล (ผู้บริหารยูทูบ) กับ  เฟซบุ๊ก  เพราะสองค่ายนี้ ดูจะอิดออด ไม่มาลงทะเบียน "โอทีที" ง่ายๆ
          อย่างไรก็ดี สั้นๆ สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจ  "โอทีที" คืออะไร ก็คือการให้บริการเสียงและภาพผ่านอินเทอร์เน็ต ไมว่าจะเป็น เสิร์ชเอ็นจิน โซเชียลเน็ตเวิร์ก โซเชียลมีเดีย และอี-คอมเมิร์ซ
          กสทช.ได้มอบหมายให้ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ ศึกษาและนำเสนอรายงานแนวทางการกำกับดูแลบริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ผ่านโครงข่ายอื่นที่มิใช่โครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ (โอทีที)  มาแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
          ส่วนถามว่า กสทช. จะเข้ามาควบคุมทำไม หากมองในฝ่ายผู้ออกกฎ พูดง่ายๆ เลยว่า เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อกัน โดยตามที่รู้กันว่า บ้านเราเวลานี้ อยู่ในยุคสมัยที่คนไทยมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงใช้กันอย่างสะดวกสบาย ดังนั้น คนไทยที่มีศักยภาพจึงนิยมที่จะผลิตคอนเทนท์เองหรือเรียกว่า UGC ย่อมาจาก "user generated content" ผ่านทางยูทูบ, เฟซบุ๊ก ไลฟ์ และแอพถ่ายทอดสดของค่ายทวิตเตอร์
          ผู้ให้บริการเหล่านี้ล้วนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ต้องลงทุนโครงข่ายสัญญาณเอง ถือเป็นธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมมากใน ยุคปัจจุบัน และยังสามารถนำเสนอคอนเทนท์กันอย่างเสรี ควบคุมได้ยาก
          นอกจากนี้ เมื่อบวกกับแนวโน้มการดูทีวีในช่องทางปกติ มีแนวโน้มลดลง คนส่วนใหญ่จะรับชม คอนเทนท์ผ่านโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และแล็ปท็อป เหล่านี้ก็สร้างผลกระทบต่อสังคมและอุตสาหกรรมทีวีอยู่มาก โดยเฉพาะดิจิทัลทีวีใน ไทย ที่ได้รับผลกระทบจากเนื้อหาบนอุปกรณ์โอทีทีดังกล่าว
          ช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บรรดา โอทีที ที่มีรายได้จากการโฆษณาของบ้านเรา เช่น ช่อง 7, ช่อง 3,  โมโนแม็กซ์, ไลน์ทีวี และแกรมมี่ ได้รวมตัวบอก กสทช. ให้ช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมนิดหนึ่ง
          เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อบวกกับที่ก่อนหน้านี้สรรพากรไทยกำลังพยายามที่จะแก้ปัญหาการจัดเก็บรายได้จากผู้ให้บริการโอทีที ที่มีรายได้ค่าโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก กูเกิล ฯลฯ ที่เม็ดเงินล้วนไหลออกนอกประเทศ โดยไม่ได้เสียภาษีให้ไทยเลย เพราะบรรดาผู้ซื้อโฆษณาได้จ่ายเงินค่าโฆษณาออกไปยังบัญชีบริษัทในต่างประเทศทั้งหมด รวมแล้วมีเม็ดเงินปีละราวหมื่นล้านบาท
          แต่ด้วยเหตุที่ กสทช. ไม่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องภาษี เลยทำได้ในเรื่องของการเรียกเข้ามาอยู่ในกติกาของกฎหมาย กสทช.
          ที่สุดบอร์ด กสทช.จึงมีมติให้โอทีที เป็น กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยมีคณะ อนุกรรมการฯ เป็นผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแล ตามที่กล่าวมาข้างต้น
          อย่างไรก็ดี แม้จะมีผู้ยอมเข้าระบบแต่โดยดี แต่เชื่อว่าลึกๆ คงไม่เต็มใจมากนัก ดังจะเห็นว่า นอกจากฝรั่งหัวหมอสองสามค่าย จะไม่ยอมมาลงทะเบียนแล้ว มุมคนไทยเองก็มีเสียงคัดค้านมากมาย โดยถามกันไปทั่วว่า การกำกับดูแลนี้...กำลัง "สร้าง" หรือ "ทำลาย" ผู้ประกอบการหน้าใหม่กันแน่
          โดยเฉพาะจากเวทีสัมมนาเรื่อง "บริการมูลค่าเพิ่ม (โอทีที): โอกาสของธุรกิจสื่อในยุคอินเทอร์เน็ต" ที่จัดไปไม่นานมานี้
          กฤษณ์ บุญญะรัง หรือ "บี้ เดอะสกา" เน็ต ไอดอลชื่อดัง ระบุว่า  หากต่อไปการสร้างเนื้อหาต้องถูกกำกับด้วยกฎระเบียบต่างๆ ก็อาจจะทำให้คนธรรมดาหรือผู้ประกอบการขนาดเล็กไม่อยากจะทำอะไร เพราะยุ่งยากเกินไป ไม่คุ้มกัน
          ขณะที่ ภัทรพันธ์ ไพบูลย์ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี จำกัด ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าพิจารณากฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งระบุอำนาจหน้าที่ของ กสทช., พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544, พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยรวมแล้ว กฎหมายทั้งสี่ฉบับนี้ ล้วนเน้นไปที่เรื่องทางเทคนิค ซึ่งไม่ชัดเจนว่านำมาบังคับใช้กับโอทีที ได้หรือไม่ แถมยังรวมไปถึงขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายข้ามพรมแดน ในกรณีที่ผู้ให้บริการจดทะเบียนอยู่ในต่างประเทศ
          เท่านั้นยังไม่พอ แม้แต่บรรดาแฟนเพจที่ กสทช. เรียกไปคุยช่วงต้นเดือนมิถุนายน หลายคนก็บอกเลย ไม่เห็นด้วย
          อย่าง วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ผู้ดูแลเพจ SpokeDark TV ที่กล่าวว่า ควรให้เสรีกับการออกอากาศ เพราะบ้านเรามีหน่วยงานที่กำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งทุกคนมีหน้าที่ในการกำกับดูแลเองด้วย และในปัจจุบันก็มีกฎหมายควบคุมคือ พ.ร.บ.คอมพ์ ที่ครอบคลุมที่สุดแล้ว
          หรือ สมเกียรติ จันทร์ดี ตัวแทนทีมเพจอีจัน ที่ระบุว่า เพจอีจัน มีจุดยืนของการทำงานเกี่ยวกับข่าวชาวบ้าน และสร้างปรากฏการณ์ พยายามเป็นตัวแทนของกลุ่มที่ไม่ได้รับความยุติธรรมหรือกลุ่มสูญเสีย มีทีมงาน 3-4 คน รวมทั้งตระหนักถึงสิ่งที่นำเสนอไปว่ามีจะมีผลกลับมาอย่างไร แต่จะไม่ไปสร้างอิทธิพลที่ล่อแหลม พยายามวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด ซึ่งก็ยังงงๆ กับบทบาทของ กสทช.เหมือนกัน
          ทีนี้ มาดูเหตุผลของฝ่ายฝรั่งตาน้ำข้าวกันบ้าง จากจดหมายแสดงความกังวลที่ส่งมายัง กสทช. โดยสหพันธ์อินเทอร์เน็ตเอเชีย หรือ AIC (Asia  Internet Coalition) ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือเพื่อส่งเสริมความเข้าใจนโยบายด้านอินเทอร์เน็ตแห่งเอเชียแปซิฟิก
          บอกเล่าถึงความกังวลกับนโยบายโอทีทีนี้ ด้วยจะสร้างผลกระทบที่สำคัญมากมาย ในแง่การลงทุนในไทยที่มีขีดจำกัดมากขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ชะลอตัวลง โดยเฉพาะธุรกิจดิจิทัล ทาง AIC กังวลว่านโยบายเช่นนี้จะไม่ได้ผ่านการปรึกษาหารือในที่สาธารณะ อีกทั้งไม่ได้ส่งเสริมการลงทุนด้วย
          นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อบรรดาเอเยนซีทั้งหลาย และทำให้ผู้บริโภค รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจในการผลิตคอนเทนท์เสียเปรียบ ดูแล้วช่างสวนทางกับความพยายามที่จะเป็น Thailand 4.0 เสียจริงๆ
          กรณีของกูเกิล (ผู้บริหารยูทูบ) หนึ่งในเด็กดื้อไม่ยอมมาตามนัด เพิ่งแสดงออกมาระบุว่า ยังไงก็ขอความชัดเจนในเรื่องกฎหมาย แบบเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หากลงทะเบียนโอทีที แล้วจะมีผลอย่างไร มีการกำกับดูแลอย่างไร กระบวนการต่อไปคืออะไร การดำเนินงานจะเป็นไปในรูปแบบไหน
          เหล่านี้ ล้วนยืนยันว่า เสียงไม่เอาโอทีที ดังไปทั่วสารทิศ กระทั่ง 5 กรกฎาคม ปรากฏว่า "เส้นตาย" ของกสทช. ที่ชื่อว่า "นที" ถูกเท!ในที่สุด และกรรมการกสทช. จะกลับไปทบทวนการบ้านใหม่
          โดย ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงว่า คณะกรรมการมีมติให้คณะอนุกรรมการ โอทีที ยกร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลกิจการ โอทีที ให้เสร็จภายใน 30 วัน มาเสนอบอร์ด กสทช. พิจารณา ก่อนนำออกทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา มีกรอบเวลา 90 วัน
          ขณะที่ทางด้านของ สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งใน กสทช. ก็บอกผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ว่า กสทช. ยังไม่มีอำนาจกำกับดูแลตรงนี้ การเหมารวมว่า  โอทีที คือกิจการโทรทัศน์แบบไม่ใช้คลื่น ก็เป็นสิ่งที่ขัดกฎหมาย ดังนั้นการให้กูเกิล และเฟซบุ๊ก มาลงทะเบียนจะเท่ากับเป็นการขัดกฎหมาย และจะมีปัญหาตามมาอีกมาก
          ลึกๆ ของการเบรกแผนเส้นตายโอทีที ของ "นที" นั้น กสทช.หวั่นเกรงการฟ้องร้อง เพราะเกณฑ์โอทีทีที่อนุกรรมการชุดนที ร่างมานั้น มีจุดอ่อนและถูกฟ้องร้องได้
          ดังนั้น บอร์ด กสทช. ก็เลยล้มลงทะเบียน โอทีที แล้วเดินหน้าทำเรื่องนี้ให้เป็นกฎหมายชัดเจน ปิดช่องโหว่ทั้งหมดให้ได้ก่อนบังคับใช้ ทั้งที่รู้ว่า เอาเข้าจริงๆ มันไม่ง่ายขนาดนั้นก็ตาม