TRUEลุ้นมาร์เก็ตแชร์พุ่ง26.6% งบQ2ขาดทุนทะลัก1,786ล้า

TRUE เร่งชิงมาร์เก็ตแชร์ธุรกิจมือถือต่อเนื่อง คาดไตรมาส 2/60 พุ่งแตะ 26.6% หลังไตรมาส 1/60 เบียดขึ้นอันดับ 2 และขยายโครงข่ายเพิ่ม กดดันไตรมาส 2/60 ขาดทุนสุทธิทะลัก 1,786 ล้านบาท โบรกฯแนะ “ทยอยซื้อ” เป้า 6.90 บาท
          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ผลการดำเนินงานของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ในไตรมาส 2/2560 ยังคงมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1,786 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 55% จากไตรมาสก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 1,152 ล้านบาท และขาดทุนเพิ่มขึ้น 371% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 371 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนการขยายโครงข่าย
          อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ในอนาคตเกิดประโยชน์จากการประหยัดต้นทุนต่อขนาด (Econnomies of scales) โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 0.9% หากยังคงการขยายมาร์เก็ตแชร์ได้ใกล้เคียงที่ผ่านมา คาดว่าในไตรมาส 2/2560 จะมีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นมาเป็น 26.6% จากไตรมาส 1/2560 อยู่ที่ 25.8%
          ทั้งนี้ ปรับประมาณการปี 2560 ลงมาเป็นขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4,686 ล้านบาท จากเดิมคาดว่าขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 2,692 ล้านบาท เนื่องจากการขยายโครงข่ายที่ค่อนข้างมาก ส่งผลให้มีค่าเสื่อมสูงกว่าที่คาดไว้ แม้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ปรับลดค่าจัดเก็บ USO มาเป็น 2.50% จากเดิม 3.75% มีผลตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการกำกับดูแลลง
          โดย TRUE ยังมีความพร้อมด้าน Bandwidth ทั้งคลื่น High band รองรับการใช้งานด้านข้อมูล และคลื่น Low band ที่มีความสามารถในการครอบคลุมพื้นที่กว้างช่วยประหยัดต้นทุนในการวางโครงข่าย นอกจากธุรกิจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว ยังมีธุรกิจบรอดแบนด์ และธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก ซึ่งเป็นส่วนช่วยส่งเสริมธุรกิจกันและกัน ในการสร้างประโยชน์สินทรัพย์ที่มีอยู่ เพื่อเสริมสร้างและรักษาฐานลูกค้า ดังนั้น แนะนำ “ทยอยซื้อ” ราคาพื้นฐาน 6.90 บาท จากเดิม 7 บาท
          ด้านบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่ารายได้ของ TRUE ในไตรมาส 2/2560 เติบโต 6% จากไตรมาสก่อน และเติบโต 12% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ยังอยู่ในระดับสูง 8,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากไตรมาสก่อน เนื่องจาก TRUE ยังจำเป็นต้องเร่งส่วนแบ่งการตลาดในส่วนระบบเติมเงิน (prepaid) และค่าเสื่อมราคาในโครงข่ายเพิ่มขึ้น 3.0% จากไตรมาสก่อน ส่วน EBITDA ในไตรมาส 2/2560 คาดเพิ่มขึ้น 7.2% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 24% จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน เป็น 7,850 ล้านบาท
          ขณะเดียวกัน แม้ TRUE จะเผชิญช่วงขาดทุนในปี 2560 เนื่องจากอยู่ในช่วงของการลงทุน และการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้เหนือกว่าคู่แข่ง เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวใกล้สิ้นสุดแล้ว หากส่วนแบ่งการตลาดฉีกจากเบอร์ 3 อย่างมีนัยสำคัญ คาด TRUE เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวกำไรขาขึ้นตั้งแต่ปี 2561 ที่ 319 ล้านบาท และปี 2562 ที่ 3,700 ล้านบาท
          ทั้งนี้ แนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าพื้นฐาน TRUE ที่ 7.80 บาท/หุ้น ภายใต้สมมติฐาน คือ TRUE มีส่วนแบ่งการตลาดมือถือห่างจากคู่แข่งเบอร์ 3 อย่างมีนัยยะภายในปี 2561 และลดค่าใช้จ่ายการตลาดลงสู่ระดับปกติ รวมทั้งคู่แข่งไม่สามารถเข้าถึงคลื่นได้ที่ราคาต่ำกว่าอย่างมีนัยยะ ประกอบกับ TRUE เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ในปี 2561 ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล
          ก่อนหน้านี้ นายวิลเลี่ยม แฮริส หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน TRUE เปิดเผยว่า ธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ผลักดันการเติบโตของกลุ่มทรู โดยไตรมาส 1/2560 มีรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 16,329 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.3% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ซึ่งเติบโตสูงกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก ตอกย้ำการก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับ 2 ของประเทศอย่างชัดเจน โดยส่วนแบ่งตลาดรายได้จากการให้บริการ เพิ่มขึ้นเป็น 25.8% และส่วนแบ่งตลาดฐานลูกค้า เพิ่มขึ้นเป็น 28.4%
          โดยไตรมาส 1/2560 ทรูมูฟ เอช มีจำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิ 1.2 ล้านราย ในไตรมาส 1/2560 ผลักดันให้ฐานลูกค้าโดยรวมของทรูมูฟ เอช เพิ่มขึ้นเป็น 25.8 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ใช้บริการในระบบรายเดือน 6.3 ล้านราย และผู้ใช้บริการในระบบเติมเงิน 19.5 ล้านราย