เปิดข้อเสนอปฏิรูปเร่งด่วน "สื่อออนไลน์"

หมายเหตุ : เนื้อหารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ที่มี พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร เป็นประธาน เรื่อง ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) โดยเฉพาะในเรื่องแผนปฏิรูปในระยะเร่งด่วน ซึ่งเสนอในที่ประ ชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ครั้งที่ 26/2560 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560
          การปฏิรูปในระยะเร่งด่วน
          เป็นการปฏิรูปการใช้โซเชียลมีเดียที่หวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างชัดเจน (quick win) เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนและให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศในวาระสำคัญและเร่งด่วน 27 วาระ ที่จะมีการดำเนินการในช่วงเวลาต่อไป การปฏิรูปในระยะเร่งด่วนนี้ควรดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปี 2560-2562 ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ
          1.การจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์
          แม้จะมีการดำเนินมาตรการจากหน่วยงานภาครัฐเพื่อจัดการกับปัญหาการใช้สื่อออนไลน์แล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่เป็นมาตรการในด้านการกำกับดูแลเกี่ยวกับเนื้อหา (Content) ที่มีการเผยแพร่เท่านั้น เมื่อเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น ทำให้การใช้งานบนสื่อออนไลน์มีความเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์การใช้งานที่จะต้องมีความสะดวกใช้และพกพาไปได้ในทุกพื้นที่ ทำให้การใช้งานบนโทรศัพท์มือถือมีเพิ่มมากขึ้น และจากสถิติผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทั่วประเทศประมาณ 90 ล้านเครื่อง มีมากกว่า 50 ล้านเครื่องที่มีการใช้งานสื่อออนไลน์ เช่น มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือลงทะเบียนใช้งานระบบเฟซบุ๊กมากกว่า 30 ล้านเลขหมาย และตามปกติระบบเฟซบุ๊กจะมีการตั้งค่าให้มีการปกปิดข้อมูลโทรศัพท์มือถือไว้ ดังนั้น เพื่อเป็นการลดปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย ควรมีการเสริมมาตรการในด้านเทคนิคและด้านอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือในการใช้มาตรการกำกับดูแลสื่อออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วทันท่วงทีมากขึ้น ดังนี้
          1) การเพิ่มมาตรการจัดระเบียบการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะระบบเติมเงิน ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสื่อออนไลน์ต่างประเทศทุกประเภทได้กำหนดให้ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นหลักในการสมัครเป็นสมาชิกเพื่อใช้บริการ และเพื่อใช้แสดงความเป็นตัวตนและความเป็นเจ้าของในการใช้งาน ดังนั้น หากสามารถทำให้การลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือระบุตัวตนได้อย่างถูกต้องแล้ว จะเป็นมาตรการทางจิตวิทยาที่จะช่วยลดปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมายได้อย่างมาก เพราะผู้ใช้งานสื่อออนไลน์จะเกิดความตระหนักและเกรงกลัวว่าสามารถถูกตรวจสอบได้ อย่างไรก็ดี แม้ว่า กสทช.จะประสบความสำเร็จในการดำเนินการลงทะเบียนการใช้โทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงิน และทำให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือทุกค่ายจะต้องลงทะเบียนแสดงความเป็นเจ้าของแล้วก็ตาม แต่ยังคงเกิดปัญหาหลายประการ เช่น ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงินสามารถจดทะเบียนได้หลายหมายเลขเพราะไม่มีข้อห้ามไว้ ดังนั้น อาจมีบุคคลอื่นนำไปใช้แทนได้ แนวทางการปฏิรูป คือ กสทช.ควรมีมาตรการเสริมการจัดระเบียบการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงินเพิ่มเติม ดังนี้
          (1) การที่ กสทช. มีแผนที่จะใช้ ลายนิ้วมือ ใบหน้า ควบคู่กับการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือด้วยบัตรประชาชน โดยจะเริ่มใช้บังคับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งรุนแรงภายในปี 2560 นั้น ควรปรับเปลี่ยนเป็นการใช้บังคับทั่วประเทศ หรือเริ่มทุกจังหวัดยกเว้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากนั้นจึงค่อยมาใช้บังคับในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเป็นผลทางจิตวิทยา เพราะในปัจจุบันประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรู้สึกว่าถูกตรวจสอบและกำกับดูแลสูงกว่าพื้นที่อื่น ซึ่งทำให้เกิดแรงต่อต้านต่อภาครัฐ จึงจะเป็นผลดีต่อการวางแผนในด้านการรักษาความปลอดภัยทุกพื้นที่ทั่วประเทศให้เข้มข้นมากขึ้นด้วย การดำเนินการของ กสทช. ควรประสานความร่วมมือกับสำนักบริหารการทะเบียนของกรมการปกครองที่กำกับดูแลข้อมูลประชาชนในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ในกรณีที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับระบบของกรมการปกครองได้ กสทช.ควรออกหลักเกณฑ์ให้บริษัท Operator หาวิธีการจัดเก็บรูปภาพของผู้ลงทะเบียนซิมในช่วงการลงทะเบียนไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
          (2) ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรมีมาตรการเสริมใน การจำกัดขอบเขตการใช้งานโทรศัพท์มือถือเฉพาะพื้นที่ กล่าวคือ กสทช.ควรกำหนดหลักเกณฑ์ทางเทคนิค เพื่อให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือหรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ประสานงานและร่วมมือกันในการกำหนดหมายเลขโทรศัพท์ หรือ MSISDN (Mobile Subscriber Integrated Services Digital Network Number) หมายเลขอุปกรณ์โทรศัพท์ หรือ IMEI (International Mobile Equipment Identity) และหมายเลขประจำ SIM Card หรือ IMSI ที่ใช้งานเฉพาะในแต่ละจังหวัด หากผู้ใช้งานได้ข้ามเขตพื้นที่ควรมีระบบแจ้งเตือน (alert) ให้ทราบว่าได้ใช้งานข้ามเขตและต้องแสดงตัวตนในการรับทราบ เพื่อยอมรับการเข้าใช้งานอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการรักษาความปลอดภัยที่มีความเข้มงวด หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการใช้อำนาจในพื้นที่ดังกล่าวอาจจำเป็นต้องออกประกาศ คำสั่ง ระเบียบ หรือข้อบังคับเสริมเพิ่มจากประกาศของ กสทช. เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องใช้ประโยชน์ในการวางมาตรการรักษาความปลอดภัย หรือการตรวจสอบหาพยานหลักฐานเมื่อเกิดเหตุได้โดยง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือจะทำให้การระบุตัวตนจริง พื้นที่การใช้งาน มีความถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น หากการดำเนินการของ กสทช.ประสบความสำเร็จ ก็สมควรขยายพื้นที่การใช้งานทั่วประเทศในช่วงระยะเวลาปฏิรูปต่อไป
          (3) จัดตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ เนื่องจากปัจจุบันการจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ในความครอบครองของผู้ให้บริการโทรศัพท์ (Operator) และมีลักษณะต่างคนต่างจัดเก็บ เพราะยังไม่มีกฎหมายที่บังคับให้มีหน่วยงานกลางในการกำกับดูแลเหมือนเช่นกรณีของบัตรเครดิต ทั้งที่การพัฒนาเทคโนโลยีได้ก้าวไกลไปถึงขั้นตอนการนำระบบโทรศัพท์มือถือมาใช้ในการทำธุรกิจทางการเงินมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่เพียงผู้ใช้โทรศัพท์มือถือสามารถใช้ในการซื้อขายออนไลน์เพื่อหักบัญชีทางธนาคาร แต่ยังสามารถใช้ในการโอนเงินให้กันและกันได้ด้วย ดังนั้น กสทช.ควรจะต้องจัดตั้งศูนย์กลางบริหารข้อมูลโทรศัพท์เป็นของตนเอง โดยต้องปรับแก้หลักเกณฑ์การให้สัมปทานกับบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือต้องดำเนินการส่งข้อมูลให้กับศูนย์กลางบริหารข้อมูลโทรศัพท์มือถือทุกครั้งที่มีการจดทะเบียนและยกเลิกการใช้งาน เพื่อให้ศูนย์กลางบริหารข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นที่รวมข้อมูลการใช้งานจากทุก Operator โดยสมควรที่จะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลทางเทคนิคควบคู่ไปด้วย เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับ IMEI และ IMSI
          ศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์ จะต้องมีการปรับข้อมูลให้ทันสมัยอยู่เสมอ และต้องเอื้อประโยชน์หรือเปิดโอกาสให้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พนักงานสืบสวนสอบสวนตามประมวลกฎหมายอาญา ตรวจสอบข้อมูลได้ตลอดเวลาและจากทุกพื้นที่ ทั้งนี้ โดยมีระบบในการควบคุมและรักษาความปลอดภัยในการใช้งาน รวมถึงการตรวจสอบเพื่อมิให้นำไปใช้ในทางส่วนตัว โดยกำหนดให้มีการรายงานผลการใช้งานให้กับผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นได้รับทราบ รวมทั้งจะต้องไม่นำไปเปิดเผยให้บุคคลภายนอกได้รับรู้โดยใช้เกณฑ์เดียวกับกฎหมายต่างๆ ที่มีข้อบังคับและบทกำหนดโทษไว้
          4) การจำกัดจำนวนการลงทะเบียนการใช้งานของแต่ละบุคคลที่เหมาะสม จากกรณีที่มีการกว้านซื้อซิมโทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงิน เพื่อประกอบอาชีพในการสร้างจำนวนไลค์ในระบบโซเชียลมีเดีย ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีจุดอ่อนในการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงิน เนื่องจากการกำหนดหลักเกณฑ์การจำหน่ายซิมโทรศัพท์มือถือที่เน้นเชิงพาณิชย์จนเกินไป ทำให้ผู้ค้ารายย่อยยอมที่จะลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงินด้วยตัวเอง และลงทะเบียนเป็นจำนวนมากนับพันหมายเลขโดยบุคคลคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดปกติในการใช้งาน ดังนั้น กสทช.ควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้บุคคลแต่ละคนสามารถลงทะเบียนการใช้งานโทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงินของบุคคลได้จำนวนเท่าใดตามที่เหมาะสม ดังนั้นการจัดตั้ง "ศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะสามารถควบคุมและตรวจสอบได้ว่าบุคคลใดได้ลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือจำนวนเท่าใด นอกจากนี้ควรกำหนดบทลงโทษสำหรับบริษัท Operator ผู้เป็นเจ้าของคลื่นความถี่และเจ้าของหมายเลขซิมโทรศัพท์มือถือประเภทเติมเงินหากมีการละเมิดกฎเกณฑ์ดังกล่าว โดยไม่ผลักภาระให้เฉพาะผู้ค้ารายย่อยต้องรับผิดชอบฝ่ายเดียว
          (5) การกำหนดช่วงเวลาสำหรับการลงทะเบียนรอบใหม่ แม้ว่าการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยุ่งยากหรืออาจส่งผลต่อการทำธุรกิจประเภทนี้ แต่เมื่อสังคมไทยได้แปรเปลี่ยนเป็นยุคสังคมธุรกิจออนไลน์ ทำให้หมายเลขโทรศัพท์มีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำธุรกรรมออนไลน์ ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจในการพิสูจน์ตัวตนผู้ใช้งานแล้ว กสทช.ควรมีกฎเกณฑ์ให้มีการลงทะเบียนรอบใหม่โดยการกำหนดช่วงเวลาให้ชัดเจน เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ได้ทราบว่าเครื่องโทรศัพท์ดังกล่าวยังมีผู้ใช้งานจริงคนเดียวหรือไม่แล้ว ยังส่งผลทางด้านจิตวิทยาที่จะทำให้ผู้ไม่หวังดีไม่กล้ากระทำผิด
          2) การเปิดเผยข้อมูลพื้นฐานของผู้ครอบครองโทรศัพท์มือถือ เป็นวิธีการปฏิบัติอีกทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมหรือที่ผิดกฎหมาย เพราะหากประชาชนมีสิทธิและสามารถตรวจสอบผู้ครอบครองโทรศัพท์มือถือได้อย่างเปิดเผยภายใต้ขอบเขตและหลักเกณฑ์ที่กำหนดนอกจากเป็นผลด้านจิตวิทยาแล้ว ยังเป็นการป้องปรามมิให้ผู้ใช้สื่อออนไลน์กล้ากระทำผิดหรือแสดงออกอย่างไม่เหมาะสม เพราะสื่อออนไลน์ส่วนใหญ่ได้บังคับให้ใช้โทรศัพท์มือถือในการยืนยันตัวตนจริง กสทช. จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมให้มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย ชื่อบุคคลผู้ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์ทุกประเภทและหมายเลขโทรศัพท์ โดยจัดให้มีระบบตรวจสอบเพื่อให้บุคคลทั่วไปที่ต้องการตรวจสอบสามารถมีหนังสือสอบถามไปยัง กสทช. พร้อมทั้งหลักฐานการแสดงตัวตนของตนเองหรือหลักฐานการเกิดเหตุทางคดี หรือจัดให้มีการตรวจสอบทางออนไลน์โดยมีระบบตรวจสอบที่ต้องระบุความเป็นตัวตนของผู้ตรวจสอบ ทั้งนี้ ข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวควรจะต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของผู้ครอบครองด้วย
          3) การกำหนดให้ระบบจัดเก็บข้อมูลของบริการ CDN (Content Delivery Network) และ Caching Server ของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ที่ติดตั้งในประเทศต้องขึ้นทะเบียนการให้บริการกับ กสทช. และต้องกำหนดให้มีการจัดเก็บ log เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนทางคดี โดย กสทช.ควรประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในส่วนการบังคับให้ผู้ให้บริการจะต้องจัดเก็บข้อมูลผู้ใช้งานไว้ต้องแก้ไขในประกาศของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มเติมหรือระบุให้ชัดเจนว่าจะต้องจัดเก็บอย่างไร
          4) การเร่งรัดให้ใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศโดยเร็ว เพื่อใช้ควบคู่กับการทำให้การบังคับใช้มาตรการการเก็บภาษีผู้บริโภค (VAT) กับการใช้โฆษณาหรือการซื้อขายผ่านสื่อออนไลน์ให้เป็นจริง โดยกรมสรรพากรเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ด้วยการปรับปรุงกฎหมายประมวลรัษฎากร โดยให้ถือว่าการประกอบธุรกิจออนไลน์ในไทยของต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ต้องเสียภาษี เนื่องจากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการฯ ได้ยืนยันผลการศึกษาแล้วว่า ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศหลายแห่งได้ติดตั้งระบบ CDN หรือ Caching Server ในประเทศไทย โดยสภาพทางด้านเทคนิคพบว่าเนื้อหา ภาพ และคลิปเสียงที่ใช้ในการโฆษณา หรือเผยแพร่ในระบบถูกบันทึกอยู่ในระบบดังกล่าวอย่างถาวร มีการกำหนดหมายเลข IP Address ประเภท static ไว้ โดยไม่จำเป็นต้องดึงข้อมูลจากระบบในต่างประเทศ นอกจากนี้กรมสรรพากรควรพิจารณาว่า การที่เนื้อหาและภาพโฆษณาเป็นภาษาไทยเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเป็นคนไทยเท่านั้น ในกรณีที่ไม่สามารถเก็บภาษี VAT จากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ จะต้องดำเนินการเรียกเก็บจากผู้บริโภคโดยตรง เพราะในปัจจุบันการซื้อสินค้าผ่านผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศผูกติดกับบริษัท Operator ทุกค่าย ดังนั้น กสทช.จะต้องมีมาตรการมาบังคับใช้กับบริษัท Operator ให้แสดงข้อมูลดังกล่าว
          5) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงมหาดไทย และ กสทช. ควรเจรจากับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เพื่อให้มีการลงทะเบียนการใช้งานโดยใช้ข้อมูลทางราชการเพื่อการยืนยันตัวบุคคล เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศหลายราย เช่น บริษัทเฟซบุ๊กที่พยายามจะให้สมาชิกต้องระบุความเป็นตัวตนจริงในการใช้งานอยู่แล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ หากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเป็นผู้ประสานงานอย่างเป็นทางการ เสนอให้ผู้ให้บริการสื่อออนไลน์เหล่านั้นกำหนดให้ผู้ใช้งานลงทะเบียนโดยเพิ่มข้อมูลเกี่ยวกับหมายเลขประจำตัวประชาชน และเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันแล้วจะเป็นการสร้างผลทางจิตวิทยาที่ทำให้ผู้ที่ไม่หวังดีไม่กล้าใช้สื่อออนไลน์ในการกระทำผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน การแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวจะเป็นผลดีในด้านการทำธุรกิจออนไลน์ที่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้มากกว่าอาศัยเครื่องมืออื่น
          2.การจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวัง
          เป็นการปฏิรูปในระยะเร่งด่วนอีกแนวทางหนึ่งนับตั้งแต่สื่อออนไลน์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของคนในสังคมไทย ได้เกิดปัญหาด้านการใช้สื่อที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายมาตามลำดับ โดยหลังจากปี 2549 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งได้จัดตั้งส่วนงานหรือองค์กรเพื่อทำภารกิจการติดตามและตรวจสอบการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อถือว่าเป็นมาตรการแรกในการที่จะทำให้รับรู้ปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security Operation Center หรือ CSOC) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงได้เข้าร่วมปฏิบัติการด้วย แต่ศูนย์ดังกล่าวดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ต่อมาจึงจัดตั้งเป็นศูนย์ประสานการปฏิบัติงานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security Coordination Center - CSCC เมื่อปี 2560 เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่อการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ทำหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ในขณะที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. ได้จัดหน่วยชุดเฝ้าตรวจทางอินเทอร์เน็ตในลักษณะเป็นหน่วยเฝ้าระวัง รวมถึงสร้างความร่วมมือกับภาคประชาชน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาการใช้สื่อออนไลน์ แต่การดำเนินการดังกล่าวขาดความต่อเนื่องทั้งด้านงบประมาณ ขาดแคลนบุคลากร และขาดการนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้
          จากการที่ บก.ปอท.จะมีการปรับขยายโครงสร้าง ภารกิจ ตามแนวทางการปฏิรูปด้านกลไกบังคับใช้กฎหมายที่ทางคณะกรรมาธิการฯ ได้เคยเสนอไว้นั้น จึงสมควรที่จะมีการปรับภารกิจเฉพาะงานเฝ้าระวังของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้กับ บก.ปอท. เป็นผู้ดำเนินการแทน เพราะในปัจจุบัน บก.ปอท.ได้จัดตั้ง "ศูนย์เฝ้าระวังสื่อสังคมออนไลน์" อยู่แล้ว หากมีการปรับโครงสร้างของ บก.ปอท.จะมีบุคลากรเพิ่มขึ้นจาก 170 อัตรา เป็นมากกว่า 300 อัตรา ในช่วงแรก (เต็มอัตรา 700 ตำแหน่ง) ทั้งนี้ การจัดทำภารกิจเป็นศูนย์กลางด้านการเฝ้าระวังทางสื่อออนไลน์ ควรมีลักษณะเป็นงานบูรณาการด้านปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีภารกิจเกี่ยวข้อง และมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสนับสนุนการทำงานตามภารกิจโดยมีเครือข่ายภาคประชาชนให้การสนับสนุน
          ศูนย์กลางเฝ้าระวัง นอกจากต้องใช้บุคลากรจำนวนหนึ่ง เพื่อให้สามารถติดต่อประสานงานได้ตลอดเวลาแล้ว ควรมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการติดตามเนื้อหา เรื่องราวความเคลื่อนไหวของบุคคลต่างๆ ในโลกสื่อโซเชียลมีเดีย มีการปฏิบัติการเฝ้าตรวจในลักษณะบูรณาการทั้งด้านการข่าวและด้านการสืบสวนโดยการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ด้านความมั่นคงและที่เกี่ยวข้องรวมถึงเครือข่ายภาคประชาชน นอกจากนี้ควรจะมีการปฏิบัติการให้ครบวงจร ตั้งแต่การเฝ้าตรวจเพื่อหาข้อมูลเบาะแส ร่องรอย ไปจนถึงการใช้มาตรการปราบปรามด้วยการจับกุมดำเนินคดี เพื่อยุติพฤติกรรมของผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์ รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจต่อสาธารณชนให้ทันเวลาดังนี้
          1) ควรนำเทคโนโลยีการติดตามและตรวจสอบข้อความ รูปภาพ คลิปเสียงในสื่อออนไลน์ทุกประเภทโดยเฉพาะในระบบเฟซบุ๊ก และยูทูบ เพื่อให้สามารถติดตามสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและนำไปสู่การตรวจสอบเพื่อแก้ไขสถานการณ์หรือปัญหาได้อย่างทันท่วงที ระบบเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อหาบุคคลที่ปรากฏในสื่อโซเชียลมีเดียมีหลายด้าน เช่น
          (1.1) ด้านการตรวจสอบใบหน้าบุคคล (Face Scanning) โดยนำเทคโนโลยีด้านการรู้จำใบหน้า (Face Recognition) มาใช้ ด้วยการเปรียบเทียบกับใบหน้าจากรูปภาพทั้งจากภาพวิดีโอหรือภาพถ่าย ที่มีอยู่ในฐานข้อมูล หรือในสื่อออนไลน์ ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีหลายประเทศที่นำระบบนี้มาใช้งาน เช่น ประเทศญี่ปุ่น และประเทศไต้หวัน โดยคณะกรรมาธิการฯ เคยเชิญผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ATLANTEX GORILLA ซึ่งเป็นบริษัทที่บริหารจัดการระบบการเฝ้าตรวจในประเทศไต้หวัน มาสาธิตขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์พบว่า ระบบดังกล่าวสามารถตรวจสอบใบหน้าของบุคคล รถยนต์ เพื่อนำไปเปรียบเทียบจากภาพวิดีโอ หรือ CCTV ได้ หรือการนำภาพไปเปรียบเทียบในโซเชียลมีเดีย เช่น ระบบเฟซบุ๊ก เพื่อติดตามบุคคลหรือรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้
          (1.2) ด้านการตรวจค้นเรื่องราวหรือเนื้อหาในสื่อออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยี Web Crawler หรือ DATA ANALYTICS หรือด้านการตรวจจับถ้อยคำเพื่อแสดงเนื้อหาที่ต้องการเมื่อมีการเผยแพร่เนื้อหา ข้อความในโซเชียลมีเดีย เป็นต้น ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ในไทยที่สามารถทำงานได้ตามต้องการได้หลายแห่ง แม้ว่าเป้าหมายหลักของผลิตภัณฑ์จะทำหน้าที่ในลักษณะ Online Marketing tools ก็ตาม แต่สามารถปรับสภาพให้เข้ากับงานตามภารกิจได้ เช่น ผลิตภัณฑ์แสนรู้ (Zanroo) ซึ่งมีช่องทางติดต่อได้ที่ https://www.facebook.com/zanroo ผลิตภัณฑ์ Social Enable มีช่องทางต่อต่อได้ที่ http://socialenable.com หรือผลิตภัณฑ์ บริษัท อินฟอร์เมติกซ์ พลัส จำกัด เป็นต้น
          (1.3) บุคลากรที่ทำหน้าที่ในการใช้เครื่องมือหรือใช้เทคโนโลยีข้างต้นจำเป็นต้องมีความรอบรู้และความชำนาญทางด้านการใช้งานในโซเชียลมีเดีย มีประสบการณ์ในงานด้านการสืบสวน ด้านกฎหมาย ด้านการข่าว เพื่อจะทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เป็นผลผลิตจากเครื่องมือหรือจากการใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าตรวจหรือเฝ้าระวังการเผยแพร่เนื้อหาบนสื่อออนไลน์
          2) ควรกำหนดภารกิจให้ชัดเจนระหว่างศูนย์ CSCC ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับศูนย์ Cyber Security Operation Center - CSOC และศูนย์เฝ้าระวังของแต่ละหน่วยงาน โดยอาจกำหนดภารกิจในระดับอำนวยการ การตัดสินใจปัญหาร่วมกันระหว่างหน่วยงาน การสั่งการไปยังผู้ปฏิบัติ ทั้งนี้ ศูนย์ CSCC ควรทำหน้าที่ในระดับการอำนวยการ ประสานงานระหว่างศูนย์ CSOC ของหน่วยงานต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่าย เพื่อให้ศูนย์ CSCC ลงไปปฏิบัติการในแต่ละปัญหา ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนในการแก้ปัญหา และการสั่งการเมื่อเกิดสถานการณ์รุนแรงหรือวิกฤติ
          3) การบูรณาการในการปฏิบัติการในงานเฝ้าระวัง ควรจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเฝ้าระวังการเผยแพร่เนื้อหาทางสื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย อย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรเป็นเจ้าภาพหลักของการดำเนินการ เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือมอบหมายภารกิจให้กับ บก.ปอท. เป็นผู้ดำเนินการ ในฐานะผู้ปฏิบัติการ เนื่องจาก บก.ปอท.มีความพร้อม และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการปฏิบัติการในด้านนี้จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญหรือประสบการณ์เป็นสำคัญ เนื่องจากการเฝ้าตรวจต้องใช้ความอดทนสูง นอกจากนี้หน่วยงานดังกล่าวควรเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการของทุกหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจในลักษณะเดียวกัน เพื่อเกิดการอำนวยการด้านการปฏิบัติการในทางเดียวกัน มิให้เกิดความซ้ำซ้อน รวมถึงการตัดสินใจในการแก้ไขสถานการณ์ และการออกปฏิบัติการเพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมด้วย โดยศูนย์กลางในการเฝ้าตรวจ ควรมีช่องทางการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีภารกิจหรือมีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อการเฝ้าระวังในปัญหาของตนเอง เพื่อให้เกิดการบูรณาการในการติดตามการเผยแพร่เนื้อหาทางสื่อออนไลน์ที่จะส่งผลกระทบปัญหาของสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศาสนา การทหาร และการเมืองของประเทศ เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนในปัญหาหรือประเด็นการเฝ้าตรวจ ทั้งนี้ โดยอาจใช้รูปแบบ
          (3.1) การจัดตั้งเป็นคณะทำงานเพื่อบริหารศูนย์กลางเฝ้าตรวจ โดยมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ บก.ปอท. เป็นผู้บริหารจัดการและอำนวยการ โดยอาจใช้การติดต่อสื่อสารมาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการแทนการประชุมบนโต๊ะ
          (3.2) มีการปฏิบัติการด้านการวิเคราะห์ทางการข่าว เพื่อประเมินสถานการณ์ของเนื้อหาที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ที่จะส่งผลกระทบในทุกมิติ เพื่อจัดทำสรุปเป็นรายงานเป็นประจำหรือเป็นเฉพาะกรณีให้กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือเพื่อหน่วยงานด้านการปฏิบัติ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์
          4) ควรจัดให้มีส่วนงานด้านการประชาสัมพันธ์อยู่ในศูนย์เฝ้าระวัง เพื่อทำหน้าที่ชี้แจงทำความเข้าใจถึงข้อมูลที่ถูกต้องหรือเชื่อถือได้ให้กับประชาชนได้รับรู้รับทราบได้อย่างทันเวลา ทั้งนี้ เพื่อเป็นการระงับยับยั้งมิให้เกิดการหลงเชื่อข้อมูลเท็จ หรือตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีขยายไปในวงกว้าง โดยมีการประสานกับศูนย์ CSCC หรือศูนย์ประสานรับเรื่องราวร้องทุกข์ในส่วนของการตอบโต้หรือการทำความเข้าใจในเรื่องการใช้สื่อโซเชียล   มีเดียที่ยังไม่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องผิดศีลธรรมอันดีและวัฒนธรรมไทย หรือเป็นเรื่องราวที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสภาพสังคมไทยในอนาคต เช่น กรณีที่มีเยาวชนซึ่งรู้จักกันในนาม "Baitoey supattra" เข้าไปเที่ยวในผับและมีการเต้นในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับสังคมไทย และมีผู้กดไลค์จำนวนมาก แต่กลับได้รับการชื่นชมจากสื่อกระแสหลัก แล้วนำมาเผยแพร่ต่อในสื่อโซเชียลมีเดีย หรือกรณีมีนักร้องหญิงบางคนได้แสดงท่าเต้นและการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม ซึ่งได้รับการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสื่อโซเชียลมีเดีย และอาจเกิดการเลียนแบบจากกลุ่มเด็กและเยาวชนได้
          5) ร่วมมือและให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ หรืออุปกรณ์กับภาคประชาชน โดยเฉพาะองค์กรที่มีการจัดตั้งโดยไม่หวังผลกำไรที่มีโครงการหรือดำเนินกิจกรรมเฝ้าระวังและการตรวจสอบการใช้สื่อออนไลน์ เช่น มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย เพื่อให้เกิดการทำกิจกรรมหรือโครงการในลักษณะ "ประชารัฐ" อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันในด้านข้อมูลจากการปฏิบัติการ
          6) จัดทำโครงการเครือข่ายน้ำดีไล่น้ำเสีย ด้วยการสร้างเนื้อหาที่มีสาระและเป็นประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ โดยเน้นการสร้างความร่วมมือกับองค์กรภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการผลิตเนื้อหาและให้เกิดการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ศูนย์กลางเฝ้าระวังโดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ บก.ปอท. ควรจัดทำโครงการหรือจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมและมีความต่อเนื่อง การสนับสนุนกับเครือข่ายภาคประชาสังคม ควรเน้นในเรื่องงบประมาณ อุปกรณ์ องค์ความรู้ เพื่อสร้างแนวทางที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน มีการประสานงานระหว่างกันที่เป็นระบบ
          7) เพื่อให้มีมาตรการเสริมการปฏิบัติการของศูนย์กลางเฝ้าระวัง สำนักนายกรัฐมนตรีควรจัดตั้งศูนย์ประสานงานรับเรื่องร้องเรียนการใช้สื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม หรือผิดกฎหมายเป็นการเฉพาะ เพราะการรับเรื่องร้องเรียนจำเป็นต้องมีผู้รับเรื่องที่มีประสบการณ์และความชำนาญด้านการใช้สื่อออนไลน์หรือด้านเทคนิค โดยการร้องเรียนกระทำผ่านทั้งทางโทรศัพท์ และออนไลน์ โดยสามารถส่งหลักฐานทางออนไลน์ได้ทันทีเพื่อให้มีการตรวจสอบ และลงโทษได้ นอกจากนี้ สำนักนายกรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวัง ต้องมีการบูรณาการกันเพื่อให้มีการชี้แจงข้อร้องเรียนอย่างทันท่วงที.