DTACลั่นรายได้ปีนี้โตกว่าปีก่อน มั่นใจ Q4 เซ็นดีลพันธมิตรคลื่น 2300 กับทีโอที

 “ดีแทค” เผยปีนี้มุ่งสร้างรายได้-กำไรเป็นหลัก คาดรายได้จากการให้บริการไม่รวม IC-อีบิทด้าสูงกว่าปีก่อน ชี้สัดส่วนรายได้ดาต้าเพิ่มเป็น 60% หลังเร่งทำการตลาดช่วงครึ่งปีหลังมากขึ้น พร้อมมั่นใจเซ็นสัญญาดีลพันธมิตรคลื่นความถี่ 2300 MHz กับ TOT ในไตรมาส 4 ปีนี้ โบรกฯ แนะนำ “ซื้อ” อัพเป้าราคาใหม่ 72 บาท
          นายสิทธิโชค นพชินบุตร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) ปี2560 คาดจะไม่ต่ำกว่าปี 2559 ที่บริษัทมีรายได้จากการให้บริการไม่รวม IC อยู่ที่ 64,693 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากภาพลักษณ์ของโครงข่ายที่ดีขึ้น และการนำเสนอความคุ้มค่าของบริการที่ชัดเจนขึ้น
          นอกจากนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปี 2560 สูงกว่าปี 2559 ที่บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 27,915 ล้านบาท โดยมีปัจจัยจากวินัยทางการเงิน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของบริษัท
          “ปีนี้มุ่งเน้นเรื่องรายได้ และกำไรเป็นหลัก โดยคาดว่ารายได้ปีนี้จะไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว และตั้งเป้า EBITDA สูงกว่าปีที่แล้ว ซึ่งส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ในส่วนของรายได้ช่วงไตรมาส 1/2560 ที่ผ่านมา ก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 25.1% จากสิ้นปี 2560 อยู่ที่ 25%” นายสิทธิโชค กล่าว
          ขณะเดียวกันคาดว่ารายได้จากการให้บริการข้อมูลปี 2560 จะเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 60% ของรายได้รวม จากปี 2559 อยู่ที่ประมาณ 40-50% ของรายได้รวม ขณะที่รายได้จากบริการด้านเสียงจะลดลง คาดว่ามีสัดส่วน 40% จากปี 2559 อยู่ที่ 50% เนื่องจากบริษัทหันมาใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดมากขึ้น เช่น แพ็กเกจ Unlimited Data รวมทั้งการออกแพ็กเกจ Go No Limit เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีของลูกค้า อย่างไรก็ตามมองว่าในช่วงไตรมาส 2/2560 การแข่งขันในอุตสาหกรรมจะคงอยู่ในระดับสูง
          ทั้งนี้ ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทมีการใช้งานข้อมูลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6 GB ต่อเดือน จากปี 2559 มียอดใช้งานข้อมูลอยู่ที่ 5 GB ต่อเดือน รวมทั้งลูกค้าเปลี่ยนมาเป็นระบบรายเดือนมากขึ้น โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายเดือนอยู่ประมาณ 5 ล้านราย สิ้นปี 2560คาดว่าจะมีลูกค้ารายเดือนอยู่ที่ประมาณ 5-6 ล้านราย จากปี 2559 ที่มีอยู่ที่เกือบ 5 ล้านราย
          ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2560 บริษัทจะกลับมาทำการตลาดมากขึ้น โดยมีข้อเสนอให้ลูกค้ามากขึ้น มีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์มากขึ้น รวมถึง DTAC Reward ที่มีร้านค้าเข้าร่วมเป็นหลักหมื่นร้านค้า คาดว่าปี 2560จะเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 ร้านค้า ซึ่งปี 2560ได้เพิ่มงบประมาณ DTAC Reward เป็นเท่าตัว
          ส่วนการที่บริษัทได้รับเลือกเป็นคู่ค้าในการให้บริการ 4G LTE-TDD บนคลื่นความถี่ 2300 MHz ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT มีการหารือกันต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน TOT อยู่ระหว่างการพิจารณาร่างสัญญา และคาดว่าจะมีการลงนามสัญญาได้ในช่วงไตรมาส 4/2560 และจะเป็นจุดเปลี่ยนในการเพิ่มฐานลูกค้าของบริษัท เนื่องจากในต่างประเทศคลื่นความถี่ 2300 MHz เป็นคลื่นหลักในการให้บริการ 4G
          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า มีโอกาสสูงที่การเซ็นสัญญาดีลพันธมิตรคลื่นความถี่ 2300 MHz ระหว่าง DTAC กับ TOT จะเกิดขึ้นภายในไตรมาส 4/2560 หากการเซ็นสัญญาคลื่นความถี่ 2100 MHz ระหว่าง TOT และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC สามารถเกิดขึ้นได้ภายในไตรมาส 3/2560 โดยได้คำนวณรวมดีลพันธมิตรคลื่นความถี่ 2300 MHz กับ TOT เข้าไปในประมาณการ และคาดการณ์ปี 2561 อัตราการเติบโตของรายได้จากการให้บริการไม่รวม IC กรณีรวมคลื่น 2300 MHz อยู่ที่ 2.1% พลิกกลับจากติดลบ 0.6% ในปี 2560 ส่วน ปี 2562 อยู่ที่ 4.4% และปี 2563 อยู่ที่ 4.5%
          โดยเชื่อว่าการที่ DTAC ได้คลื่นความถี่ 2300 MHz มาจะช่วยหนุนรายได้บริการให้เพิ่มขึ้นในระยะยาว รวมถึงความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพบริการข้อมูล และถือว่าเป็นการเข้าถึงหรือครอบครองแบนด์วิธที่เพิ่มขึ้นสำหรับการทำธุรกิจในระยะยาว
          ดังนั้น ปรับราคาเป้าหมายของ DTAC ณ สิ้นปี 2560 เพิ่มขึ้นอีก 6% จาก 68 บาท เป็น 72บาท เพื่อสะท้อนมูลค่าเพิ่มอีก 4 บาทต่อหุ้น จากดีลพันธมิตรคลื่นความถี่ 2300 MHz ของ DTAC ที่ทำร่วมกับ TOT ถึงแม้ว่าดีลพันธมิตรดังกล่าวจะส่งผลให้มีผลขาดทุนสุทธิในปี 2561 แต่แนะนำให้นักลงทุนมองข้ามและหันไปให้ความสนใจกับการได้มาซึ่งคลื่นความถี่ใหม่ ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ในระยะยาว แนะนำ “ซื้อ”